• จุลสาร
  • งานวิจัย
  • หนังสือ

การสำรวจชุดการเรียนรู้การป้องกันการพนันสำหรับเด็กและเยาวชน ในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา

โดย ศศิวุฑฒิ์ วงษ์มณฑา

โครงการวิจัยเรื่อง “การสำรวจชุดการเรียนรู้การป้องกันการพนันสำหรับเด็กและเยาวชนในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา” มีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมและถอดบทเรียนการป้องกันการพนันจากทั้งสองประเทศที่มีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจสูงและระบบการศึกษาทันสมัย แต่อีกด้านหนึ่งธุรกิจการพนันก็เติบโตอย่างต่อเนื่องและส่วนใหญ่เป็นกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย ผลการศึกษาที่ได้สามารถใช้เป็นแนวทางการสร้างชุดการเรียนรู้เกี่ยวกับการพนันสำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชนของประเทศไทยซึ่งเป็นกลุ่มประชากรที่มีความเปราะบางสูงต่อการเล่นพนัน สถิติในหลายประเทศรวมทั้งประเทศไทยเป็นไปในทิศทางเดียวกัน พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่มีประสบการณ์เล่นพนันครั้งแรกตั้งแต่อายุไม่ถึง 10 ปี สาเหตุหลักอาจเกิดจากความอยากรู้อยากเห็น ความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ การขาดความเข้าใจหลักสถิติความน่าจะเป็นของการเล่นพนัน การมีทัศนคติไม่ถูกต้อง รวมทั้งการเลียนแบบพฤติกรรมจากพ่อแม่หรือผู้ปกครอง

ผลการศึกษาสำคัญของประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า กฎหมายควบคุมการพนันมีความแตกต่างกันระดับรัฐ (50 รัฐ) เช่น การทายผลการแข่งขันกีฬาอาจเป็นสิ่งที่ขัดต่อกฎหมายในบางรัฐ แต่ถูกต้องตามกฎหมายของอีกรัฐหนึ่ง ในสหรัฐอเมริกามีเพียง 2 รัฐเท่านั้น คือ รัฐยูทาห์และฮาวาย ที่กำหนดให้การเล่นพนันทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย ในขณะที่รัฐเนวาดาเป็นรัฐแรกที่อนุญาตให้มีการจัดตั้งคาสิโนเชิงพาณิชย์เมื่อปี 1931 ทำให้เมืองลาสเวกัส รัฐเนวาดาเป็นศูนย์กลางการเล่นพนันระดับประเทศและนานาชาติ แรงผลักดันสำคัญมาจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ในปี 1929 ส่งผลให้ภาครัฐมีงบประมาณจำกัดในการก่อสร้างเขื่อนฮูเวอร์ซึ่งใช้งบประมาณมหาศาลเพื่อประโยชน์ด้านชลประทานและการท่องเที่ยว หลังจากนั้น รัฐอื่น ๆ อนุญาตให้มีการเล่นพนันบางอย่าง เช่น บิงโก การแข่งม้า เป็นต้น เป้าหมายเพื่อระดมทุนช่วยเหลือกิจกรรมทางศาสนาและองค์กรการกุศล ลอตเตอรี่เป็นการเล่นพนันที่ปรากฎมาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมแต่ถูกยกเลิกไปเมื่อปี 1894 เนื่องจากมีเรื่องทุจริตอื้อฉาวระหว่างรัฐและเอกชนที่ได้รับใบอนุญาต แต่ในปี 1964 รัฐนิวแฮมป์เชียร์เป็นรัฐแรกที่ดำเนินการออกลอตเตอรี่อีกครั้งหนึ่ง ป้าหมายสำคัญเพื่อระดมทุนสำหรับการพัฒนาเมือง หลังจากนั้น รัฐอื่นๆ ได้ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน ราวทศวรรษ 1970 พบว่า มากกว่า 20 รัฐมีการออกลอตเตอรี่ รูปแบบการเล่นพนันในสหรัฐอเมริกาแบ่งเป็น 6 ประเภทสำคัญ (Ciarrocchi, 2001) ประกอบด้วย

(1) ลอตเตอรี่ รวมการพนันที่มีวิธีการเล่นและการออกรางวัลใกล้เคียงกัน เช่น เกมลอตโต วิดีโอคีโน เป็นต้น

(2) การพนันตามสะดวก (Convenience Gambling) เป็นเครื่องเล่นวิดีโอหรือสล็อตแมชชีนในร้านอาหาร บาร์ สนามบิน หรือแม้กระทั่งร้านซักผ้า

(3) คาสิโน สถานบันเทิงขนาดใหญ่ที่อนุญาตให้มีการเล่นพนัน รวมถึงคาสิโนบนเรือนำเที่ยว 

(4) การแข่งม้า

(5) การพนันผลการแข่งขันกีฬา

(6) การพนันทางอินเตอร์เน็ต

ธุรกิจการพนันในสหรัฐอเมริกามีบทบาทสำคัญเชิงเศรษฐกิจของประเทศ เงินหมุนเวียนในธุรกิจการพนันมีมูลค่าสูงมาก เฉพาะคาสิโนเชิงพาณิชย์ของเอกชนและของชนพื้นเมืองมีมูลค่ารวมกว่า 70 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ในปี 2016 และมีการจ้างงานมากกว่า 300,000 ตำแหน่ง อย่างไรก็ตาม คงปฏิเสธไม่ได้ว่ามีประชาชนส่วนหนึ่งที่ประสบปัญหาจากการเล่นพนัน ปัญหาจากการติดพนันสร้างผลกระทบด้านต่าง ๆของชีวิต อาทิ การทำงาน ความสัมพันธ์ ปัญหาการเงิน และการประกอบอาชญากรรม การศึกษาล่าสุดของ Marotta et al. (2017) รายงานว่า ประชากรอเมริกันที่อายุ 18 ปีขึ้นไป ประมาณ 5.5 ล้านคน (ร้อยละ 2 ของประชากรวัยผู้ใหญ่) เป็นกลุ่มที่ติดการพนัน รัฐบาลกลางไม่ได้มีบทบาทมากนักในการรณรงค์การป้องกันการพนัน ส่วนใหญ่เป็นหน่วยงานด้านสาธารณสุขระดับรัฐเนื่องจากในสหรัฐอเมริกากำหนดให้โรคติดการพนัน (Pathological Gambling) เป็นโรคทางจิตเวชแบบหนึ่ง การบำบัดรักษาคล้ายกับผู้ที่มีปัญหาติดสิ่งเสพติด เช่น เหล้า บุหรี่ ยาเสพติด เป็นต้น รวมทั้งองค์กรอิสระที่ได้รับการสนับสนุนทางการเงินจากสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจคาสิโน ส่วนหนึ่งยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐและการบริจาคของประชาชน

การศึกษาวิจัยนี้เลือก 2 หน่วยงานที่เป็นองค์กรอิสระเป็นกรณีศึกษา คือ (1) คณะกรรมการปัญหาจากการพนันแห่งรัฐเนวาดา (Nevada Council on Problem Gambling) เนื่องจากรัฐเนวาดาเป็นรัฐแรกที่กำหนดให้การพนันเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และ (2) ศูนย์ระดับประเทศสำหรับการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ (National Center for Responsible Gaming: NCRG) งบประมาณส่วนหนึ่งได้รับจากสมาคมผู้ประกอบการธุรกิจคาสิโนเอกชน หน่วยงานทั้งสองมีบทบาทการให้ความรู้เกี่ยวกับปัญหาจากการพนันและการพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้สำหรับเด็กและเยาวชน การให้ความรู้ประชาชนได้รับการออกแบบให้เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายหลัก เช่น เด็กและเยาวชน ผู้ใหญ่ที่ติดการพนัน และพนักงานของธุรกิจการพนัน โครงการให้ความรู้สำหรับกลุ่มเด็กและเยาวชน ประกอบด้วย

(1) โครงการ “Given the Chance” ของรัฐเนวาดา เป็นสื่อสำหรับเด็กมัธยมศึกษามีการใช้ระบบอินเตอร์แอคทีฟและการใช้ละคร ความยาว 45 นาทีในการอธิบายความเสี่ยงและผลกระทบจากการเล่นพนันของกลุ่มวัยรุ่น โรงเรียนที่สนใจสามารถติดต่อให้ผู้เชี่ยวชาญไปให้ความรู้ที่โรงเรียน โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย

(2) การพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ “Facing the Odds: The Mathematics of Gambling and Other Risks” ของ NCRG กลุ่มเป้าหมายคือ เด็กประถมศึกษาและมัธยมต้น การนำเสนอแตกต่างจากสื่ออื่น ๆ ที่มักอธิบายถึงโทษและความเสี่ยงของการพนัน แต่ในชุดการเรียนรู้นี้กลับนำเสนออย่างเป็นกลางโดยใช้หลักสถิติความน่าจะเป็นอธิบายการเล่นพนันโดยมีหลักคิดว่า ความรู้ทางคณิตศาสตร์ช่วยเพิ่มทักษะการคิดของเด็กซึ่งจะช่วยลดโอกาสเกี่ยวข้องกับพฤติกรรมเสพติดต่างๆ ทั้งบุหรี่ เหล้า และการพนัน

 

ผลการศึกษาสำคัญของประเทศแคนาดา พบว่า การเล่นพนันปรากฏอย่างแพร่หลายในแคนาดาตั้งแต่สมัยเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศส ก่อนปี 1910 การพนันทุกรูปแบบเป็นสิ่งผิดกฎหมาย หลังจากนั้น มีการอนุญาตให้เล่นพนันเป็นครั้งคราวได้เพื่อระดมทุนสำหรับองค์กรการกุศล จนกระทั่งปี 1970 รัฐบาลกลางได้แก้กฎหมายโดยให้อำนาจแต่ละรัฐ (10 รัฐ) ในการออกใบอนุญาตและกำกับดูแลธุรกิจพนันเองส่งผลให้คาสิโนเชิงพาณิชย์ของเอกชนและของชนพื้นเมืองขยายตัวอย่างรวดเร็วเหมือนกับสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น รัฐบาลยังดำเนินการออกลอตเตอรี่เพื่อหารายได้เข้ารัฐ อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาการพนันและการรณรงค์เกี่ยวกับการพนันในแคนาดาได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐ การควบคุมการพนันมีความแตกต่างกันในระดับรัฐ เช่น ในรัฐบริติชโคลัมเบีย หน่วยงานนโยบายเกมและการบังคับใช้ (Gaming Policy and Enforcement Branch) เป็นหน่วยงานของกระทรวงการคลังทำหน้าที่กำกับดูแลการเล่นพนันทุกรูปแบบของรัฐ หลายรัฐได้จัดสรรรายได้จากธุรกิจการพนันให้กับองค์กรการกุศลต่างๆและหน่วยงานอิสระที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ติดพนัน แคนาดามีการให้ความรู้เกี่ยวกับการพนันสำหรับประชากรทุกกลุ่ม เริ่มจากเด็กประถมศึกษาจนถึงผู้ใหญ่ที่ประสบปัญหาการติดพนัน หน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาชุดการเรียนรู้ป้องกันพนันที่เจาะจงสำหรับเด็กและเยาวชน คือ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนันของเด็กและเยาวชนและพฤติกรรมเสี่ยง (International Centre for Youth Gambling Problems and High-Risk Behaviors) แห่งมหาวิทยาลัยแมคกิลล์ รัฐควิเบก มีการพัฒนาเกมอินเตอ์แอคทีฟเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กประถมศึกษา เช่น เกม Amazing Chateau เกม Hooked City และการสร้างละครที่อิงจากเหตุการณ์จริง (Docudrama) เรื่อง “Clean Break” เพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้กับกลุ่มวัยรุ่น เนื้อหาสำคัญประกอบด้วย การอธิบายความแตกต่างระหว่างเกมที่ใช้ทักษะกับเกมที่ผลลัพธ์เป็นการเดาสุ่มอย่างการพนัน ความน่าจะเป็นของการถูกรางวัล ความเข้าใจผิดของนักพนัน  ผลเสียจากการเล่นพนันอย่างไม่รับผิดชอบ และข้อมูลหน่วยงานให้ความช่วยเหลือผู้ประสบปัญหาจากการเล่นพนัน

การถอดบทเรียนจากกรณีศึกษาในประเทศสหรัฐอเมริกาและแคนาดา ทั้งสองประเทศมีการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับการพนันอย่างครบถ้วน มีการนำเสนอข้อมูลที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายทุกระดับ การพัฒนาเกมหรือละครเพื่อดึงดูดความสนใจจากเด็ก  รวมทั้งข้อมูลเผยแพร่ที่สังเคราะห์มาจากผลการวิจัย อย่างไรก็ดี การสอนเรื่องการพนันไม่ได้ปรากฏในหลักสูตรการศึกษาโดยตรงแต่อยู่ในดุลยพินิจของครูและสถานศึกษาที่ตระหนักถึงปัญหาการพนันและเชิญผู้เชี่ยวชาญจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาให้ความรู้แก่นักเรียน ประเด็นที่ควรนำมาขยายผลในประเทศไทยคือ การนำเนื้อหาและวิธีการสอนของชุดการเรียนรู้สำหรับเด็กเล็กที่อธิบายการเล่นพนันตามหลักวิทยาศาสตร์ตั้งแต่ความเสี่ยง โอกาสการถูกรางวัล ผลตอบแทน และแนวคิดการเล่นพนันอย่างรับผิดชอบ การออกแบบการสื่อสารที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายจะช่วยให้เด็กมีความรู้เท่าทันต่อการเล่นพนันและลดโอกาสการประสบปัญหาจากการพนันเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่