• จุลสาร
  • งานวิจัย
  • หนังสือ

ต้นทุนผลกระทบต่อสังคมจากการเล่นพนันในประเทศไทย

โดย ธัชนันท์ โกมลไพศาล

งานวิจัยฉบับนี้ทำการประเมินต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากการเล่นพนันในประเทศไทยในปี พ.ศ. 2562 ด้วยบริบทการเล่นพนันในประเทศไทยมีความแตกต่างจากบริบทการเล่นพนันในประเทศอื่นๆที่การพนันเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมาย งานวิจัยจึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนกระบวนการเก็บข้อมูลจากงานศึกษาในต่างประเทศโดยใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มในการคำนวณต้นทุน ได้แก่ 1. กลุ่มตัวอย่างระดับประเทศจากกระบวนการเก็บข้อมูลโดยใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิหลายชั้น (Stratified Multi-stage sampling) ซึ่งสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มจะสอดคล้องกับประชากรจริง (Probability Proportional to Size) ในทุกชั้นภูมิทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย และ 2. กลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง จากกระบวนการเก็บข้อมูลโดยเลือกกลุ่มตัวอย่างเฉพาะจากกลุ่มนักพนันที่มีพฤติกรรมเล่นพนันอย่างหนักในพื้นที่ภูมิภาคทั่วประเทศไทย ผู้ต้องขังในเรือนจำที่เคยเกี่ยวข้องกับการเล่นพนัน และ ผู้เข้ารับการบำบัดอาการติดพนันในสถานพยาบาล แล้วจึงนำข้อมูลที่เก็บได้จากแหล่งทั้งสองมาประกอบกันในการคำนวณต้นทุนผลกระทบทางสังคมจากนักพนันทั่วประเทศในปี พ.ศ. 2562

ต้นทุนผลกระทบต่อสังคมจากพฤติกรรมเล่นพนัน คือมูลค่าทรัพยากรที่สังคมสูญเสียไปโดยนักพนันไม่ได้เป็นผู้รับผิดชอบต่อทรัพยากรส่วนนั้นโดยตรง แบ่งเป็น ต้นทุนทางตรงหรือมูลค่าทรัพยากรที่ประเทศต้องสูญเสีย เช่น มูลค่าทรัพยากรเพื่อดำเนินคดีความที่เกี่ยวข้องกับปัญหาจากการพนัน หรือมูลค่าทรัพยากรที่ประเทศต้องใช้จ้างเจ้าหน้าที่ตำรวจเพิ่มขึ้นเพื่อดูแลรักษาความปลอดภัยให้ประชาชนจากพฤติกรรมผิดกฎหมายของนักพนัน เป็นต้น และต้นทุนทางอ้อมหรือมูลค่าทรัพยากรที่ประเทศต้องสูญเสียในรูปของค่าเสียโอกาส เช่น มูลค่าผลผลิตที่นักพนันพึงผลิตให้กับประเทศในเวลาที่ว่างงานหรือขาดงานเพราะปัญหาการพนันเป็นต้น อีกทั้งในงานศึกษาบางงานจะพิจารณามูลค่าทรัพยากรที่นักพนันก่อให้เกิดกับผู้อื่นรอบตัวนักพนัน ด้วย เช่น มูลค่าหนี้สินที่นักพนันก่อขึ้นและยังไม่มีการใช้คืน เป็นต้น 

ในการคำนวณต้นทุนผลกระทบต่อสังคมในบริบทของประเทศไทยนั้น งานวิจัยฉบับนี้จะคำนวณตัวเลขต้นทุนโดยอาศัยข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างระดับประเทศในการคำนวณ กล่าวคือ บนพื้นฐานของความจริงที่ว่า ประชาชนทั่วไปก็สามารถก่อให้เกิดต้นทุนผลกระทบต่อสังคมประเภทต่างๆที่สนใจได้ งานวิจัยจำเป็นต้องอาศัยการเปรียบเทียบต้นทุนผลกระทบต่อสังคมที่ก่อขึ้นโดยนักพนันที่ไม่มีปัญหาติดพนันกับต้นทุนผลกระทบต่อสังคมที่ก่อโดยนักพนันที่มีปัญหาติดพนันและประเมินต้นทุนผลกระทบส่วนเกินว่าเป็นส่วนของต้นทุนผลกระทบที่ก่อขึ้นโดยนักพนันที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนัน 1 คนในรอบ 12 เดือนก่อนการสำรวจ แล้วจึงใช้ตัวเลขดังกล่าวประกอบกับจำนวนนักพนันที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนันของทั้งประเทศในการประเมินมูลค่าต้นทุนผลกระทบรวมที่ก่อขึ้นในรอบ 12 เดือนก่อนการสำรวจ นอกจากนั้น เพื่อให้การประเมินต้นทุนมีความชัดเจนขึ้น งานวิจัยจะใช้ข้อมูลที่มีความละเอียดจากกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงในการคำนวณต้นทุนผลกระทบต่อสังคมที่ก่อขึ้นโดยนักพนันมีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนัน 1 คน ในช่วงระยะเวลา 1 ปีที่มีอาการติดพนัน ประกอบกับจำนวนนักพนันที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนันของทั้งประเทศในการประเมินมูลค่าต้นทุนผลกระทบรวมในช่วงระยะเวลา 1 ปีของการติดพนัน

จากการวิเคราะห์ข้อมูลระดับประเทศเพื่อประเมินระดับความเสี่ยงที่จะติดพนันของผู้ตอบแบบสอบถามโดยใช้เกณฑ์ประเมินของ PGSI (Problem Gambling Severity Index) ใน ปี พ.ศ. 2562 พบว่า ในกลุ่มประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปในประเทศไทย สัดส่วนนักพนันที่มีความเสี่ยงที่จะติดพนันในระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 11.7 (ประมาณ 6.3 ล้านคน จาก 53.6 ล้านคน) หรือคิดเป็นร้อยละ 16.3 ในกลุ่มประชากรนักพนันที่เล่นพนันในรอบ 12 เดือนก่อนวันสำรวจ (ประมาณ 5 ล้านคนจาก 30.3 ล้านคน)

ภายใต้ข้อสมมติที่ว่า นักพนันจะสามารถใช้คืนหนี้สินที่ติดค้างอยู่ได้คิดเป็นร้อยละ 50 ของมูลค่าหนี้สินทั้งหมด และ มูลค่าทรัพย์สินที่ถูกขโมย/ฉ้อโกงโดยนักพนันจะสูญหายไปจากระบบเศรษฐกิจคิดเป็นร้อยละ 50 เมื่อใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างระดับประเทศ งานวิจัยประเมินต้นทุนผลกระทบที่ก่อขึ้นในรอบ 12 เดือนโดยนักพนันที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนันในประเทศไทยได้เป็นมูลค่า 18,122 ล้านบาท ในปี พ.ศ. 2562 และเมื่อใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง งานวิจัยประเมินต้นทุนผลกระทบต่อสังคมโดยนักพนัน ที่มีความเสี่ยงสูงที่จะติดพนันในประเทศไทยคิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 33,412 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 1 ปีของการติดพนัน โดยคิดเป็นต้นทุนทางตรงร้อยละ 53.2 หรือ 17,768 ล้านบาท และคิดเป็นต้นทุนทางอ้อม ร้อยละ 46.8 หรือ 15,644 ล้านบาท

เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงข้อสมมติเกี่ยวกับการคิดมูลค่าต้นทุนผลกระทบต่อสังคม โดยการเปลี่ยนสัดส่วนของมูลค่าหนี้สินคงค้างที่นักพนันจะสามารถคืนเจ้าหนี้ได้ (ข้อสมมติหลักคือนักพนันสามารถใช้คืนหนี้สินได้ครึ่งหนึ่ง) พบว่า มูลค่าต้นทุนผลกระทบมีค่าเป็นไปได้ระหว่าง 13,540-22,704 ล้านบาทเมื่อใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างระดับประเทศ และระหว่าง 17,247-49,577 ล้านบาทเมื่อใช้ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างเฉพาะเจาะจง

ในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างระดับประเทศ งานวิจัยอาศัยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณคือใช้แบบสอบถามแบบปลายปิดทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่ก่อขึ้นโดยนักพนันมีมูลค่าที่จำกัด ในขณะที่ข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงอาศัยการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพคือใช้คำถามสัมภาษณ์แบบปลายเปิดทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับต้นทุนที่ก่อขึ้นโดยนักพนันมีความละเอียดและชัดเจนมากกว่า และทำให้ตัวเลขต้นทุนผลกระทบที่คำนวณได้มีความแม่นยำและสะท้อนความเป็นจริง

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่จะนำข้อมูลดังกล่าวไปใช้ในเชิงนโยบาย พึงระลึกถึงข้อจำกัดประการสำคัญของงานวิจัยฉบับนี้ นั่นคือความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลที่นักพนันรายงาน ถึงแม้ว่า ทางทีมผู้วิจัยจะใช้ความพยายามที่จะหาคำตอบเกี่ยวกับต้นทุนที่นักพนันก่อขึ้น ต้นทุนส่วนใหญ่ที่นักพนันก่อมักมีความสุ่มเสี่ยงกับการทำผิดกฎหมายทำให้นักพนันอาจไม่ตอบคำถามตามความเป็นจริงทั้งหมด (Reporting Bias) นอกจากนั้นข้อมูลจากการสัมภาษณ์บ่งชี้ด้วยว่าคำตอบที่ได้จากนักพนันส่วนใหญ่มักมีความขัดแย้งกับคำบอกเล่าของคนรอบข้างนักพนัน ทำให้ข้อมูลที่ได้จากนักพนันโดยตรงอาจมีมูลค่าน้อยกว่าความเป็นจริง (Underreporting)ตัวเลขที่มีการรายงานในรายงานฉบับนี้จึงเป็นเพียงมูลค่าต้นทุนผลกระทบต่อสังคมขั้นต่ำที่เกิดขึ้นภายใต้ข้อสมมติที่เข้มงวดเท่านั้น