กลุ่มทุนจีนรุกทุกระดับ คุม คุม-มั่ง-กงลู่ผ่านสะพานข้ามโขง

โดย ผู้จัดการ

กลุ่มทุนจีนรุกทุกระดับ คุม คุม-มั่ง-กงลู่ผ่านสะพานข้ามโขง

ผู้จัดการ 1 มกราคม 2557 - ในที่สุดเส้นทางคุนหมิง-กรุงเทพฯ หรือ คุน-มั่ง กงลู่ ระยะทาง 1,800 กว่า กิโลเมตร ที่ริเริ่มมาเมื่อคราวการประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงครั้งที่ 1 (Greater Mekong Sub-region; GMS) ณ กรุงมนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อเดือน ต.ค. 2535 ก็เชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์
       
       เมื่อสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 ที่เชื่อมระหว่าง อ.เชียงของ จ.เชียงราย กับเมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ซึ่งเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ปี 2553 เปิดใช้อย่างเป็นอย่างเป็นทางการเมื่อ 11 ธ.ค.56 ที่ผ่านมา หรือ 11-12-13 เชื่อมต่อเข้ากับเส้นทาง R3a ในพื้นที่ลาวตอนเหนือ จากแขวงบ่อแก้ว – แขวงหลวงน้ำทา (ระยะทางประมาณ 245 กิโลเมตร ) – บ่อหาน – สิบสองปันนา (เชียงรุ่ง) – คุนหมิง มณฑลหยุนหนัน(ยูนนาน) สาธารณรัฐประชาชนจีน จนสามารถเดินรถได้ตลอดทั้งเส้นทาง
       
       ภาพที่ปรากฏ หลังมีพิธีเปิดสะพานฯ เต็มไปด้วยความคึกคัก โดยเฉพาะการเดินทางเข้า-ออกชายแดน แต่แท้จริงแล้ว ดูเหมือนว่า ตลอดเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้ กลุ่มทุนจีน ได้เข้ามายึดหัวหาดไว้แล้ว
       
       ก่อนที่ถนนคุน-มั่น กงลู่ จะสร้างเสร็จในปี 2551 ที่เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว ก็มีกลุ่มทุนจีน เข้ามาสร้างตลาดอินโดจีน ขึ้นบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 5 และกลายเป็นศูนย์กลางจำหน่ายสินค้าจากจีนทุกชนิด ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์พืช เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องใช้ไฟฟ้า เสื้อผ้า จานดาวเทียมฯลฯ มีผู้ค้านับร้อยๆราย ที่ล้วนแต่เป็นคนจีนทั้งสิ้น
       
       เมื่อเดินทางไปตามเส้นทางสายนี้ในเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว(สปป.ลาว ) หรือเส้นทางสาย R3a จนถึงเมืองบ่อเต็น แขวงหลวงน้ำทา ที่อยู่ห่างจากเมืองห้วยทรายไปประมาณ 245 กิโลกเมตร(กม.) ที่เป็น Gate Way ของแขวงทางตอนเหนือของลาว (แขวงบ่อแก้ว – แขวงหลวงน้ำทา) ซึ่งมีเส้นทางบกเชื่อมไปยังแขวง อื่นๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นเวียงจันทน์ เมืองเดียนเบียนฟูของเวียดนาม เมืองสิงห์ และเชียงตุง เขตรัฐฉานของพม่า ที่กำลังมีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้ำโขงเชื่อม สปป.ลาว – พม่าอยู่ ตลอดจนเชียงรุ่ง หรือสิบสองปันนา มณฑลหยุนหนัน(ยูนนาน) สาธารณรัฐประชาชนจีน
       
       ปรากฏว่า ล้วนมีกลุ่มทุนจีน เข้ามาปักหลักลงทุนในกิจการน้อยใหญ่เป็นจำนวนมาก ครอบคลุมทั้งการลงทุนด้านการเกษตร โรงแรม ท่องเที่ยว อินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ค้าปลีก ลอจิสติกส์ ฯลฯ
       
       ที่สำคัญ 95%ของสินค้าเครื่องอุปโภค บริโภค ที่วางจำหน่ายในหลวงน้ำทา ล้วนเป็นสินค้าจีนทั้งสิ้น
       รวมไปถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเขตเศรษฐกิจจำเพาะ ที่รัฐบาล สปป.ลาว ให้สัมปทานแก่กลุ่มทุนจีน เข้ามาพัฒนาพื้นที่ชายแดนบ่อเต็น-บ่อหาน(พรมแดนลาว-จีน) จุดสิ้นสุดเส้นทาง R3a ที่ได้กลายเป็นเมืองใหม่ของจีน ใน สปป.ลาว เต็มตัวไปแล้วตั้งแต่ปี 2551
       
       เช่นเดียวกับพื้นที่ริมฝั่งแม่น้ำโขง แถบสามเหลี่ยมทองคำ ฝั่งเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ตรงข้าม อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ถูกพลิกโฉมหน้าจากหมู่บ้านเล็กๆริมฝั่งแม่น้ำโขงในอดีต กลายเป็นย่านเศรษฐกิจ การค้า และบันเทิง โดยกลุ่มทุนใหญ่จากจีน ในนามกลุ่ม“ดอกงิ้วคำ” ที่ดำเนินโครงการ Kings Romans of Laos Asian & Tourism Development Zone ทุ่มเงินลงทุนพัฒนาพื้นที่แถบสามเหลี่ยมทองคำฝั่ง สปป.ลาว สร้างเอนเตอร์เทนเม้นท์คอมเพล็กซ์-โครงการต่อเนื่อง มูลค่านับหมื่นล้านบาท บนเนื้อที่ 7,500 ไร่ ภายใต้สัญญาสัมปทานพื้นที่ 99 ปี(จากเดิมที่ได้รับสัมปทาน 5,168.75 ไร่ อายุสัมปทาน 15 ปี)
       
       โดยตั้งเป้าหมายให้โครงการแล้วเสร็จภายใน 10 ปี และขณะนี้แผนพัฒนาบางส่วนเสร็จแล้ว เช่น โรงแรมสวนงิ้วคำ ขนาด 3 ดาวจำนวน 3 แห่งรวมห้องพัก 700 ห้อง สนามแข่งม้า ถนนโครงข่ายภายในโครงการ พื้นที่ทางการเกษตร ท่าเรือ ด่านพรมแดน บ่อนกาสิโนแห่งที่ 1ฯลฯ
       
       นอกจากนี้ยังมีโครงการห้างสรรพสินค้า เขตการค้าเสรี สถานบันเทิงบนเกาะดอนซาว เขื่อนเรียงหินริมฝั่งแม่น้ำโขงเพื่อป้องกันตลิ่งพัง และสนามบินเพื่อรองรับเครื่องบินขนาดใหญ่ รวมทั้ง สนามกอล์ฟ โรงเรียน โรงพยาบาลฯลฯ
       นอกจากนี้ยังมีแผนที่จะก่อสร้างถนนสายเมืองมอม(เมืองหน้าด่านริมฝั่งแม่น้ำโขงของ สปป.ลาว ตั้งอยู่เหนือสามเหลี่ยมทองคำ ตรงข้ามบ้านปง หรือเมืองพง ของพม่า เป็น 1 ในจุดที่มีการก่อสร้างท่าเรือริมแม่น้ำโขง ตามข้อตกลงการเดินเรือเพื่อการพาณิชย์ในแม่น้ำโขง(ล้านช้าง)-ห้วยทราย เพื่อนำไปสู่การก่อสร้างบ่อนคาสิโนแห่งใหม่ ขนาดเทียบเท่ากับบ่อนคาสิโนที่มาเก๊าอีกด้วย
       
       ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ กำลังถูกเฝ้ามองจากสังคมพื้นถิ่นของ สปป.ลาว ด้วยความวิตกกังวลมากขึ้นเรื่อยๆว่า ในที่สุดกลุ่มทุนชาวจีน จะรุกเข้ามายึดกุมระบบเศรษฐกิจตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆไปอย่างเบ็ดเสร็จ ขณะที่คนลาว จะถูกเบียดไปอยู่ชายขอบแทน
       
       “ที่ดินริมถนน R3a ส่วนหนึ่งของคุน-มั่ง กงลู่ บริเวณบ้านน้ำฟ้า จุดพักระหว่างทางจากบ่อแก้ว – หลวงน้ำทา ล็อคสี่เหลี่ยม ไม่น่าจะถึง 50 ตารางวา ตั้งแต่ 2-3 ปีก่อน เขาก็ขายกัน 2 แสนบาทแล้ว สมัยก่อนแทบไม่มีราคา” อ้ายสุกสวัด หนุ่มลาวใต้จากปากเซ ที่ขึ้นมาลงหลักปักฐานวิ่งรถตู้โดยสารบนเส้นทาง R3a บอก
       
       แต่แน่นอนว่า ในที่สุดแล้ว อีกไม่นานที่ดินแปลงนี้ อาจจะไม่ใช้ของคนลาวในท้องถิ่นอีกต่อไป
       
       เพราะทุกวันนี้ตลอด 2 ฟากฝั่งเส้นทาง R3a ก็กลายเป็นสวนยางพารา ที่ส่วนใหญ่จะเป็นสวนยางฯของกลุ่มคนจีน ที่นำเม็ดเงิน – กล้าพันธุ์ – ปุ๋ย มาลงทุนร่วมกับคนลาว ที่จะใช้แรงงาน – ที่ดินเข้าร่วม ภายใต้สัดส่วนการแบ่งผลประโยชน์ ประมาณ 60 ต่อ 40 หรือ 70 ต่อ 30 ขึ้นอยู่กับรายละเอียดข้อตกลง
       
       แน่นอน ผลผลิตทั้งหมด ถูกส่งเข้า สป.จีน ซึ่งล่าสุดขณะนี้ เริ่มมีนักลงทุนจีน เข้ามาปักหลักตั้งโรงงานยางพาราที่แขวงหลวงน้ำทา สปป.ลาว รองรับแล้ว
       
       เช่นเดียวกับผลผลิตทางการเกษตรอื่น ๆ ที่มีพ่อค้าทั้งรายใหญ่ – ย่อยจาก สป.จีน เข้ามาลงทุนโดยใช้คนลาวในท้องถิ่นเป็นแรงงาน – ที่ดิน ก่อนจะลำเลียงผลผลิตที่ได้ย้อนกลับไปตามเส้นทาง R3a เข้าสู่ตลาด สป.จีน ด้วยตนเอง
       
       ไม่เว้นแม้แต่ไม้ – ผลิตภัณฑ์จากไม้ ซึ่งผู้ที่เดินทางผ่านเส้นทางสายนี้ มักจะพบกับขบวนรถขนไม้ซุงท่อน – รากไม้ขนาดใหญ่ ย้อนกลับขึ้นไปทางสิบสองปันนา เป็นระยะ ๆ เช่นกัน
       
       ไม่เพียงเท่านั้น กลุ่มทุนน้อย-ใหญ่จากจีน ยังข้ามน้ำโขงเข้าคุมกลไกทางการค้าสำคัญ ๆ ของไทย กันถึงก้นสวน-ก้นครัวกันเลยทีเดียว เช่น หมู่บ้านถวาย แหล่งสินค้าหัตกรรมขึ้นชื่อของเชียงใหม่ ก็มีกลุ่มทุนจีนเข้ามาเปิดบริษัทชิปปิ้ง ถึงกลางชุมชนบ้านถวาย เริ่มจากบริษัทจินสุ่ย ที่เข้ามาเปิดเมื่อปี 2552 จากนั้นในปี 2553 ก็มีนักธุรกิจจีนเข้ามาเปิดเพิ่มอีก 3 บริษัท รับส่งสินค้าจากบ้านถวาย ให้กับลูกค้าชาวจีน ที่อยู่ในเมืองจีนซึ่งกำลังเติบโตเป็นหลัก
       
       ขณะที่สวนทุเรียนหลง-หลินลับแล ผลไม้ขึ้นชื่อของอุตรดิตถ์ เมื่อถึงฤดูเก็บผลผลิต ก็จะมีพ่อค้าจีน รวมถึงเวียดนาม เข้าไปขอเช่าหรือซื้อสวนผลไม้ ผ่านนายหน้าคนไทย
       
       นางกัญญาวีร์ ศิริกาญจนารักษ์ กรรมการฝ่ายกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ยอมรับว่า กรณีนี้ถือเป็นอันตรายต่อชาวสวนทุเรียน ลองกอง และลางสาดลับแลอย่างยิ่ง เพราะหากเกษตรกรปล่อยให้นักธุรกิจจีนและเวียดนามเช่าหรือซื้อสวนผลไม้กันหมด ต่อไปจะกลายเป็นเพียงลูกจ้างทำงานในสวน รับเงินรายวันเท่านั้น
       
       กลุ่มพ่อค้าชาวจีนเคยใช้กับกระบวนการซื้อ-ขายลำไย พืชเศรษฐกิจสำคัญของลำพูน-เชียงใหม่ จนสามารถเข้าควบคุมกลไกการซื้อขายผ่าน“ล้ง”ต่างๆ ที่กระจายอยู่ในพื้นที่ได้มากกว่า 90%แล้ว ทำให้ขณะนี้พ่อค้าลำไยจีนสามารถกำหนดราคารับซื้อได้เองทั้งตลาดเชียงใหม่–ลำพูน เรื่อยไปจนถึงจังหวัดอื่นๆ แม้แต่ลำไย จากจันทบุรีด้วย
       
       แน่นอนว่า ตลาดไท วันนี้ ก็เป็นแหล่งที่พ่อค้าจีน เข้ามาปักหลักก่อตั้งบริษัทตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมาแล้ว เพื่อควบคุมกลไกทางการค้าไว้แล้วเช่นกัน
       
       และภายใต้การเปลี่ยนแปลง ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ ตลอดแนวเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้ ก็เกิดคำถามเช่นกันว่า
       “ผู้คนที่อยู่ระหว่างเส้นทางยุทธศาสตร์สายนี้พาดผ่าน จะสามารถมีส่วนร่วมได้มากน้อยเพียงใด”
       
   
       
       
       “ทุ่งเศรษฐี”ฟื้น-ราคาที่ดินพุ่งรับ“ขัวมิดตะพาบ 4”
       
       พรมแดนไทย-ลาว จุดก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 (ขัวมิดตะพาบ 4) โดยหัวสะพานฝั่งไทย อยู่ในเขตบ้านดอนมหาวัน อ.เชียงของ จ.เชียงราย ส่วนฝั่งลาว อยู่ในเขตบ้านดอนไข่นก (ดอนขี้นก) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว นั้นดั้งเดิมถูกเรียกขานว่า “ทุ่งเศรษฐี”
       
       วันนี้ ทุ่งเศรษฐี กำลังถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง
       
       เพราะไม่เพียงแต่ราคาที่ดินที่ปรับตัวสูงขึ้นกว่า 5-6 ล้านบาท ตั้งแต่ก่อนที่จะมีการเปิดใช้สะพานฯอย่างเป็นทางการแล้ว
       พื้นที่หัวสะพานฝั่ง สปป.ลาว ได้กลายเป็นที่ตั้งของโครงการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ ของบริษัทเอเอซี กรีนซิตี้ ลาว จำกัด บริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท เอเอซีกรีนซิตี้ จำกัด ของครอบครัว “สิงห์สมบุญ” กลุ่มทุนไทย ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ “ธนาคารร่วมพัฒนา” ธนาคารพาณิชย์แห่งแรกของ สปป.ลาว กับกลุ่มทุนเกาหลีใต้ ในสัดส่วน 80: 20
       
       โครงการนี้เป็นการพัฒนาอสังหา ริมทรัพย์บนพื้นที่กว่า 1,200 ไร่ (200 เฮกตาร์) ติดแม่น้ำโขง บริเวณดอนไข่นก (ฝั่งไทยเรียกดอนขี้นก) เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว อยู่ห่างจากจุดก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 4 เพียงไม่ถึง 1 กิโลเมตร และห่างจากถนนสาย R3a เพียง 6 กิโลเมตร ซึ่งได้รับสัมปทานพัฒนาที่ดินแปลงนี้ จากสภาแห่งชาติ สปป.ลาว และได้เซ็นสัญญาสัมปทานกับรัฐบาล สปป.ลาว เมื่อวันที่ 5 มิ.ย.2550
       
       ภายในโครงการนาคราชนคร นอกจากพื้นที่ซึ่งจะพัฒนาเพื่อการท่องเที่ยวแล้ว ยังจะมีพื้นที่เพื่อการพาณิชย์ ซึ่งภายในจะประกอบด้วยอาคารพาณิชย์ ศูนย์การค้า ร้านค้าปลอดภาษี รวมทั้ง แหล่งสันทนาการต่างๆ รวมทั้งจะมีศูนย์เปลี่ยนถ่ายหัวรถตู้คอนเทนเนอร์ ซึ่งถือเป็นทางออกให้กับประเด็น ที่คนส่วนใหญ่กำลังวิตกกังวลกันมากว่า กำลังเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาลอจิสติกส์ในพื้นที่นี้
       
       นอกจากนี้ยังมีโครงการที่พักอาศัยลักษณะรีสอร์ตธรรมชาติ จำนวน 50 ห้อง โรงแรมขนาด ห้าดาว อยู่ติดริมแม่น้ำโขงจำนวน 120 ห้อง มีท่าเรือนำเที่ยว ซึ่งจะนำนักท่องเที่ยวล่องเรือจากเมืองห้วยทรายลงไปถึงเมืองหลวงพระบาง
       รวมถึงสนามกอล์ฟ สวนสาธารณะ บ่อเลี้ยงปลาบึก ขนาดลึก 25 เมตร พร้อมปรับภูมิทัศน์เหนือบ่อเลี้ยงปลาบึกให้เป็นน้ำตก ฯลฯ
       
       ขณะที่ในฝั่งไทย พื้นที่ถัดจากตัวสะพาน และตัวเมืองเชียงของ ยังมีทุ่งสามหมอนที่กว้างขวางที่ ต.ศรีดอนชัย และ ต.สถาน ติดถนนเชียงของ-เชียงราย ที่การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) เคยเข้าไปสำรวจ และกำหนดเป็นพื้นที่สีม่วง สำหรับก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมเอาไว้ประมาณ 16,000 ไร่ ซึ่งมีกลุ่มทุนเข้าไปถมดิน และประกอบกิจการแปรรูปทางการเกษตรแล้วหลายแห่ง ล่าสุดกำลังเสนอให้รัฐบาลพิจารณารูปแบบการลงทุนอยู่
       
       นายกฤษฎาพงศ์ แสงสว่าง ผู้จัดการทั่วไปโครงการเชียงของเมืองใหม่ กลุ่มทุนเกรทเทสท์ โลจิสติกส์ บริษัท อภิพัฒนกิจ จำกัด กล่าวว่า บริษัทได้ลงทุนก่อสร้างอาคารพาณิชย์ 3 เฟส รวม 74 คูหา แล้วเสร็จราวปี 2557 เพื่อเปิดขายในราคา 4-4.5 ล้านบาทต่อยูนิต ซึ่งมีผู้สนใจจองกันอย่างคึกคัก หากได้รับการตอบรับดีก็จะขยายการลงทุนเพิ่มอีก เพื่อพัฒนาให้เป็นตลาดสินค้าชายแดน พืชผัก ผลไม้ อาหารทะเล ห้องแถว โดยมีโซนตลาดที่อยู่ในอาณาบริเวณเดียวกันเปิดให้เช่าเฉลี่ยล็อกละ 3,000 บาทต่อเดือน และจะมีการบริหาร และพัฒนาตลาด และอื่นๆ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้จับจองคุ้มทุนอย่างยั่งยืน
       
       นอกจากนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวของกลุ่มทุนต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้างสรรพสินค้า โรงพยาบาล อาคารพาณิชย์ ที่อยู่อาศัย โดยเฉพาะอพาร์ตเมนท์ และหอพัก ซึ่งเริ่มก่อสร้างกันแล้วหลายแห่ง
       
       …



       
   สะพานมิตรภาพไทย-ลาว 4 จิ๊กซอว์สุดท้าย “คุน-มั่ง กงลู่”
       
       สะพานมิตรภาพไทย-สปป.ลาว แห่งที่ 4 เชื่อม อ.เชียงของ จ.เชียงราย – เมืองห้วยทราย แขวงบ่อแก้ว สปป.ลาว ก่อสร้างด้วยวงเงินรวมทั้งสิ้น 1,570 ล้านบาท โดย จีน และไทย รับผิดชอบฝ่ายละครึ่ง มีความยาวรวมถึงเส้นทางรวม 11.6 กิโลเมตร ประกอบด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ
       
       ส่วนแรกเป็นถนนฝั่งไทย 4 ช่องจราจร เขตทางกว้าง 60 เมตร ระยะทาง 5 กิโลเมตร มีถนนใน สปป.ลาว ขนาด 2 ช่องจราจรเขตทางกว้าง 50 เมตร ระยะทาง 6 กิโลเมตร
       
       ส่วนที่สองเป็นสะพานซึ่งเป็นคอนกรีตอัดแรงขนาด 2 ช่องจราจร พรอมทางเท้าทั้ง 2 ข้างความกว้างสะพานรวม 14.70 เมตร ความยาวสะพานช่วงข้ามแม่น้ำโขง 480 เมตร และสะพานเชื่อมต่อบนบกในประเทศไทยอีก 150 เมตร รวมทั้งสิ้น 630 เมตร และมีตอม่อในแม่น้ำโขง 4 ตอม่อ
       
       สำหรับส่วนที่สาม เป็นด่านพรมแดนฝั่งไทยและ สปป.ลาว ซึ่งรวมพื้นที่สำหรับตรวจปล่อยร่วมกัน ณ จุดเดียวในแต่ละประเทศตามหลักการตรวจร่วมจุดเดียวหรือ Single Stop Inspection และส่วนที่สี่เป็นจุดเปลี่ยนทิศทางจราจรในฝั่งไทยซึ่งอยู่ระหว่างด่านพรมแดนไทยกับสะพานดังกล่าว