เปิดใจ มณเฑียร บุญตัน แม่ทัพใหญ่แห่การปฏิรูปสลากเพื่อสังคม

โดย Team CGS

เปิดใจ มณเฑียร บุญตัน แม่ทัพใหญ่แห่การปฏิรูปสลากเพื่อสังคม

หนึ่งในสมาชิกวุฒิสภาที่ยืนหยัดสู้เพื่อเรียกร้องสิทธิและความเท่าเทียม มณเฑียร บุญตัน หรือ อาจารย์มณเฑียร นายกสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และตำแหน่งอีกมากมายทั้งในระดับประเทศและระดับโลก หนึ่งในนั้นคือ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาปัญหาและแนวทางการปฏิรูประบบการบริหารจัดการสลากในประเทศไทย วุฒิสภา 

อาจารย์มณเฑียร บุรุษผู้อยู่ในโลกมืด แต่มีจิตใจสุกสว่าง จบด้านการดนตรีแต่ไม่คิดเป็นศิลปิน หากเลือกที่จะเดินทางไปทั่วโลกเพื่อทำงานรับใช้สังคม ด้วยคติประจำใจที่ว่า การมองไม่เห็นไม่ใช่ปัญหา คนตาบอดอาจทำได้หากใจเต็มร้อย

 

> อาจารย์ได้แนวคิด สลากเพื่อสังคมมาจากไหนคะ

ประสบการณ์ชีวิตผมเอง ตอนเรียน ผมทำงานไปด้วย แล้วงานพิเศษที่จะทำได้ในตอนนั้นก็คือ ขายสลาก ทำให้ผมได้สัมผัสกับชีวิตคนขายสลาก ได้เห็นมิติที่มีทั้งโอกาสและความโหดร้ายไปในตัว อันที่สองคือ ผมเป็นลูกชาวนา เป็นลูกชาวบ้าน ก็เลยได้เห็นมิติของผู้บริโภค ซึ่งมีความหวังลมๆแล้งๆกับการถูกหวย สามคือ ผมเป็นนักขับเคลื่อนทางสังคม มองเห็นว่าสังคมบ้านเรามีความเหลื่อมล้ำสูงมาก การกระจายรายได้ไม่ลงตัว รัฐของเราไม่สามารถเป็นระบบรัฐสวัสดิการหรือถอยกลับไปเป็นสังคมที่พึ่งพากันแบบครอบครัวใหญ่เหมือนสมัยก่อน ดังนั้นบทบาทขององค์กรภาคประชาสังคมจึงควรจะมีสูง ต้องมีเงินเข้ามาสนับสนุนตรงนี้ 

ความคิดเหล่านี้ผมไม่ได้คิดคนเดียวนะครับ ผมได้ยิน ได้ฟัง ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกับคนที่ศึกษามา ยิ่งเห็นปรากฎการณ์ สสส. ไทยพีบีเอส เป็นตัวอย่าง ก็ร่วมกันขยายแนวคิด ครั้งแรกทำในสมัย สมช. (สภาความมั่นคงแห่งชาติ) แต่ก็ไปไม่ถึงดวงดาว เพราะสังคมมองสลากหรือการพนันเป็นเรื่องชั่วร้าย คุยกันไม่ทันรู้เรื่องจะทำอะไรก็ไม่ค่อยไป หลังจากนั้นคือยุคที่ผมเข้ามาเป็น สว. (สมาชิกวุฒิสภา) เป็นช่วงเกิดปัญหาความขัดแย้งทางสังคมสูง บ้านเมืองกำลังอ่อนแอลงเรื่อยๆ มันมีหลายปัจจัย เครือข่ายคนพิการเพื่อการปฏิรูปซึ่งเป็นหน่วยย่อยหน่วยหนึ่งของสมัชชาปฏิรูปประเทศ ก็เลยเอาประเด็นนี้ไปคิดร่วมกับสมัชชาปฏิรูป มีการตั้งคณะศึกษากันอย่างจริงจัง แนวคิดมันค่อยๆขยายใหญ่โตขึ้นไปเรื่อยๆ มีเครือข่ายเข้ามาเพิ่มเติมมากมาย แล้วในที่สุดก็นำไปสู่การเสนอร่างญัตติตั้งคณะกรรมาธิการฯ 

 

{#LottoRev3.1.jpg}

 

 

สำหรับคณะกรรมาธิการฯ หัวใจสำคัญที่สุด ของการปฏิรูปสลากเพื่อสังคมคืออะไรคะ 

คือเงินสลากไม่ได้เกิดจาก productivity (ผลผลิต) อาจจะเกิดขึ้นนิดเดียว แต่ว่าส่วนใหญ่ไม่ใช่ แน่นอนว่าคงไม่มีเงินก้อนไหนที่ productivity เป็นศูนย์หรอก แต่นี่มันเป็น productivity จอมปลอม มันเป็นการย้ายที่ของเงินเฉยๆ แล้วมันย้ายที่จากกระเป๋าคนจน คนยากไร้ คนด้อยโอกาส ไปเฉลี่ยใช้กับสังคมทั่วไป ซึ่งผมคิดว่ามันเป็นการใช้เงินผิดประเภท มันควรจะต้องใช้เงินให้ถูกที่ถูกทาง ปรัชญาของสลากควรจะนำเงินกลับมาเยียวยาแก้ปัญหาสังคม คือเงินมาจากไหนก็ควรกลับไปที่นั่น อันนี้เป็นเรื่องที่หนึ่ง

สอง ผู้ค้าสลากรายย่อยส่วนใหญ่ลำบาก สามคือผู้บริโภค ต้องจ่ายหนัก เงินก็ไปไม่ถึงที่ และสี่นี่หนักที่สุด คือสังคม สังคมที่คนติดหวยติดการพนันงอมแงมนี่แย่นะ 

 

แปลว่า ถ้าเป็นสลากเพื่อสังคม ภาพลบที่เป็นอยู่ อาจจะทำให้เป็นภาพบวกขึ้นมาได้ 

ถ้าบริหารจัดการดี อย่างน้อยที่สุดก็เป็นลบน้อยลง คือ หนึ่ง เงินไปถูกที่ถูกทางสอง ผู้ค้ารายย่อยอยู่ได้ สาม ผู้บริโภคไม่ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบ และ สี่ สังคมไม่ถูกมอมเมา มันควรจะเป็นอย่างนี้ครับ

 

เวลามีการเปลี่ยนแปลงก็ต้องมีผู้ได้ผู้เสีย เมื่อสักครู่อาจารย์กล่าวถึงส่วนที่จะได้ แล้วส่วนที่จะเสีย อาจารย์มองอย่างไรคะ 

รัฐจะได้เงินเข้าคลังแบบปนเปที่เอาไปใช้จ่ายตามอำเภอใจน้อยลง ไม่ใช่ว่าจะได้เม็ดเงินน้อยลงนะ

 

เรียกว่ารัฐมีอำนาจในการบริหารจัดการเงินน้อยลง 

ครับ เพราะเงินมันจะถูกกำหนดโดยกฎหมาย มันจะถูกกำหนดวัตถุประสงค์ในการใช้จ่ายไว้เรียบร้อยแล้ว คือเป็นการกระจายอำนาจการใช้เงินหวยไปสู่ภาคประชาสังคมมากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้คนที่นิยมในอำนาจรัฐรู้สึกอึดอัดคับใจบ้าง รู้สึกว่าอำนาจในการใช้เงินส่วนนี้จะลดลง

กลุ่มที่สอง กลุ่มที่รวยจากการเก็งกำไรหวย ระบบการสร้างดีมานด์เทียมหรือความต้องการซื้อหลอกๆ ระบบจัดชุดอะไรต่างๆคนที่ได้ประโยชน์และรํ่ารวยจากการเก็งกำไร คนตรงนี้จะรู้สึกว่ารายได้ของเขาลดลง เพราะห่วงโซ่การผลิตและการกระจายสลากจะเปลี่ยน มันจะถูกตัดตอนให้เหลือน้อยลง ค่าใช้จ่ายที่หายหกตกหล่นไปตามเบี้ยบ้ายรายทางทั้งหลายก็จะหายไป ผู้บริโภคจะได้ซื้อหวยถูกลง ในขณะเดียวกันผู้ขายที่ต้องพึ่งพาอาชีพนี้จริงๆก็จะได้เงินมากขึ้น

คนเสียก็คือคนที่ควบคุมระบบ logistic (การเคลื่อนย้าย)สลากหรือตลาดสลากในปัจจุบันนี่แหละ

 

อาจารย์คิดว่าเงื่อนไขสำคัญหรือปัจจัยอะไรที่จะทำให้การปฏิรูปสลากเพื่อสังคมบรรลุผลสำเร็จ 

หนึ่ง ผมคิดว่า ความทนไม่ไหวของประชาชนที่ถูกบีบคั้นให้ซื้อหวยแพง คนเหล่านี้จะมีพลังมาก พลังผู้บริโภค อันดับสอง พลังขององค์การที่ขับเคลื่อนทางสังคม ส่วนพลังผู้ค้ารายย่อย ผมมองว่าเป็นพลังอันดับสาม และอันดับสี่คือฝ่ายการเมือง ฝ่ายการเมืองต้องเห็นด้วย ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชน

ผมคิดว่าพลังกระแสสังคมโดยรวมน่าจะมีความสำคัญที่สุดถ้ากลุ่มที่หนึ่ง สอง และสาม รวมกันกดดันมากๆ ฝ่ายการเมืองก็จะตอบสนอง แต่อย่างว่าล่ะครับ สุดท้ายแล้วกลุ่มที่สี่กลายเป็นผู้ไขกุญแจ

 

แล้วบทบาทของสื่อ 

สื่อก็อยู่ปะปนไปกับกลุ่มหนึ่ง สอง สาม คือถ้าสื่อไม่ช่วย ไม่เหลียวแล สามกลุ่มแรกก็ทำอะไรได้ยาก โดยเฉพาะพลังผู้ค้ารายย่อยที่บ่นกันมานานว่าไม่ได้รับการเหลียวแลจากสื่อเลย เวลาไปเคลื่อนไหวก็กลายเป็นจำเลยทางสังคม

สมัยนี้สื่อมีความสำคัญและจำเป็นมาก ผมมองทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ ถ้ากระแสสื่อเอาด้วยก็จะสามารถไปได้เร็ว

แต่ผมก็ยังเชื่อในพลังผู้บริโภค ซึ่งคิดว่าสำคัญที่สุด ตอนนี้คนโวยกันเยอะนะครับเรื่องหวยแพง แต่ปัญหาคือคนไทยมองว่าหวยเป็นสิ่งไม่สะอาด พอเราบอกหวยแพงแล้วจะออกไปรณรงค์ให้หวยถูก มันเป็นเรื่องที่สังคมไม่ค่อยยอมรับ ถ้าสังคมเห็นว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในเรื่องสลากไม่ได้เป็นเรื่องเสียหาย เราไม่ควรถูกเอารัดเอาเปรียบ ถ้าคนมีมุมมองแบบนี้ออกมารวมตัวจริงจังในวงกว้าง เป็นมวลชนคนเยอะๆ ผมคิดว่าการออกแรงของมวลชนมีความสำคัญ


 

{#LottoRev3.2.jpg}

 

 

สุดท้าย อาจารย์คิดว่าควรจะมีหรือควรจะทำอะไร เพื่อเป็นประโยชน์ต่อการขับเคลื่อนการปฏิรูปสลากเพื่อสังคม

ช่วงนี้ฝ่ายการเมืองทะเลาะเบาะแว้งกันค่อนข้างมาก แต่สำหรับเรื่องสลาก ผมไม่คิดว่าจะสร้างความขัดแย้งทางการเมือง มันน่าจะไปทำให้ฝ่ายการเมืองแข่งกันเอาใจประชาชน ผมเลยคิดว่าช่วงนี้ต้องรีบคุยกับฝ่ายการเมืองเพื่อช่วงชิง

อาศัยจังหวะที่จะมีการประชุม สมาคมสลากกินแบ่งโลก (World Lottery Association: WLA) ที่เชียงใหม่ปลายปี 2556 ผมคิดว่าน่าจะเป็นโอกาสที่ดี ต้องตีกระแสนี้ให้แรง เพราะว่าสังคมที่พัฒนาแล้วล้วนมองสลากอย่างนี้ทั้งนั้น คือมองว่าเรากำจัดไม่ได้ ฉะนั้นเราต้องจัดการให้เป็นประโยชน์กับสังคมให้มากที่สุด

แต่เราก็ต้องจับทางหนีทีไล่ให้ดี ถ้าเราจับทางได้ดี ชูประเด็นได้ชัดกระแสตอบรับออกมาช่วงนั้นพอดี และคนที่ได้รับการเชื่อถือออกมาพูดให้การสนับสนุน แล้วเผอิญทิศทางความเห็นที่ผู้นำทั่วโลกให้มามันไปในทิศทางเดียวกับสลากเพื่อสังคมที่เรากำลังขับเคลื่อน มันก็จะเป็นกระแสที่จุดติด แต่ถ้าทำไม่ทัน ทำไม่ดี ปล่อยให้ฝ่ายที่ถนัดในการควบคุมกำกับสื่อดึงเอาไปให้ฝ่ายที่ต้องการขยายทุน ขยายธุรกิจ คือเข้าไปทางอำนาจทุน ก็อาจจะผิดพลาดได้

 

ท่าทางจะเป็นภารกิจหนักต่อเนื่องของอาจารย์นะคะ

ก็คงหนีไม่พ้นหละครับ เพราะว่าเราได้เริ่มต้นไว้พอสมควรแล้ว แต่ก็ยอมรับนะครับว่าการทำงานในภาคการเมือง ณ ขณะนี้ ทำได้ไม่ถนัดมือคงต้องอาศัยแรงหลายๆฝ่ายมาช่วยกันครับ