ทิชา ณ นคร แรงบันดาลใจผู้จุดไฟฝันของเยาวชนที่ก้าวพลาด

โดย CGS Team

ทิชา ณ นคร  แรงบันดาลใจผู้จุดไฟฝันของเยาวชนที่ก้าวพลาด

คนทั่วไปรู้จัก คุณทิชา ณ นคร หรือ “ป้ามล” ในฐานะผู้อำนวยการ ศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน(ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก หน่วยงานราชการในสังกัดกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กระทรวงยุติธรรม ผู้บุกเบิกแนวทางดูแลเยาวชนที่ก้าวพลาดและต้องคดีด้วยวิธีคิดใหม่ ไม่คุมขัง แต่สร้างความเข้าใจปลุกจิตสำนึกด้านดีของพวกเขาให้กลับมามีพลังเพื่อคืนคนดีกลับสู่สังคม วันนี้เราคุยกับป้ามลเพื่อทำความเข้าใจเยาวชนที่ก้าวพลาดเหล่านั้น

 

เวลาเห็นข่าวเด็กกระทำความผิดเพื่อเอาเงินไปจ่ายหนี้พนันแล้วถูกสังคมตราหน้าว่ามีปัญหา ป้ามลรู้สึกอย่างไร

ต้องย้อนกลับไปว่าเด็กเป็นผลผลิตของใคร? ป้าไม่เชื่อว่าเด็กคนหนึ่งเกิดมาเพื่อจะไปเป็นคนเลว ไปปล้นหรือฆ่าคน เมื่อเด็กก่อเหตุรุนแรง เรายกความผิดทั้งหมดนั้นให้เด็กก็ได้ แต่ความเสียหายจะใหญ่มาก เพราะเราจะมองไม่เห็นจุดที่ต้องแก้ไข ไม่เห็นภาพรวมโครงสร้างหรือส่วนผสมสำคัญอื่นๆ ที่ทำให้เด็กคนนั้นก่ออาชญากรรม

เด็กเป็นมนุษย์คนหนึ่งซึ่งไม่ใช่ผลผลิตจากโรงงานตุ๊กตาที่เหมือนกันทุกตัวทั้งล็อตส่วนใหญ่พ่อแม่และครูไม่รู้ กลับใช้วิธีเดียวกับเด็กทุกคน 

สมมติหญิงชายคู่หนึ่งเกิดอยากมีลูกแล้วไปขอเด็กเป็นบุตรบุญธรรม เขาจะถูกสัมภาษณ์เยอะมาก มีการตรวจสอบระบบคิดของคนที่จะมาเป็นพ่อแม่บุญธรรมอย่างละเอียด ถ้าพบว่าพวกเขาไม่เหมาะสมก็จะไม่ได้เป็นพ่อแม่บุญธรรม ในขณะที่หญิงชายอีกคู่หนึ่งแค่มีเพศสัมพันธ์กันแล้วมีลูก แต่พวกเขาไม่เคยถูกตั้งคำถามว่าถ้าลูกของคุณออกมาเฉดสีดำๆ เทาๆ หรือเฉดสีขาว คุณจะทำอย่างไร ฉะนั้นพ่อแม่จึงมีโอกาสที่จะสร้างความผิดพลาดให้ลูกได้ เพราะไม่สามารถแปลงความรักให้เป็นพฤติกรรมที่เหมาะสมให้กับลูก ซึ่งไม่ใช่ผลผลิตของโรงงานตุ๊กตา

 

{#2558111951.jpg}

 

เมื่อเด็กก้าวพลาดไปแล้ว เราจะทำให้เด็กก้าวออกจากจุดที่เคยพลาดมาสู่สังคมปกติได้อย่างไร

การที่เด็กทำความผิดแล้วไปอยู่ตามบ้านต่าง ๆ มันบอกเราอย่างหนึ่งว่ามาตรการดูแลเด็กในประเทศนี้ไม่ดีเลย ผู้ใหญ่บ้านเมืองเราจัดการผิดพลาดและล้มเหลวชัดเจน ฉะนั้นเมื่อเด็กเหล่านี้มาอยู่กับเรา ก็ต้องแลกเปลี่ยนกัน เพื่อให้เขามีพลังที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองอีกครั้ง

เด็กที่ก่อความผิด ก่ออาชญากรรม เขาไม่ได้มีแค่บุคลิกเดียว ด้านเดียว เช่นเด็กที่เคยฆ่าคน กลับสนใจเลี้ยงหมา แมว นก ก็ไม่มีเหตุผลที่จะบอกว่า “คนอย่างพวกมึงน่ะเหรอ ฆ่าคนยังได้ ยังจะมาเลี้ยงสัตว์อีก” 

ก่อนจะมีบ้านกาญจนาฯ ผู้ใหญ่คุ้นชินกับการใช้วินัยเข้มงวดกับเด็กที่มีปัญหาพฤติกรรมทางลบ แต่เราก็ให้คำตอบไม่ได้ว่ากฎเหล็กเหล่านั้นมันเปลี่ยนคนได้จริงไหม ถึงที่สุดถ้าอยากให้เด็กเหล่านั้นอยู่ให้ได้ก็ต้องทำให้เด็กรู้สึกว่าเขามีคุณค่าจริงๆ

 

เคยได้คุยกับเด็กบ้านกาญจนาฯ คนหนึ่ง เขาเล่าว่า ตอนเข้าไปอยู่ที่บ้านอ้อมกอดแรกจากการต้อนรับของป้ามลทำให้เขารู้สึกมีคุณค่า มีกำลังใจในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ไม่ใช่ทุกคนหรอก บ้านกาญจนาฯ ออกแบบกระบวนการที่สำคัญเรื่องหนึ่งคือ ให้เด็กได้เขียนบันทึกความรู้สึก วิเคราะห์ข่าว สะท้อนกลับความคิด มีพื้นที่ให้เขาได้สื่อสารอะไรบางอย่างออกมา มีเด็กคนหนึ่งอยู่บ้านกาญจนาฯมา 6 เดือนถึงค่อยเขียนจดหมายหยอดตู้บอกป้าว่า 

”วันแรกที่ผมมาที่นี่แล้วป้ากอดผม ผมรู้สึกทันทีในนาทีนั้นว่าป้าไม่ได้ตั้งใจกอด แม่งโคตร fake เลย แล้วพอเดินเข้าไปในบ้าน เพื่อนที่มารุ่นเดียวกันน้ำตาไหล มันพูดว่า เฮ้ย เราไม่เคยเจอผู้ใหญ่ที่รักพวกเราแบบนี้เลยนะ ทำไมคนบ้านนี้ถึงรักพวกเรา ผมยังด่ามันเลยว่ามึงอย่าโง่ ไม่มีใครจริงใจกับพวกเราหรอก ผมรู้สึกเช่นนี้ตลอดมา แล้วเฝ้าสังเกตป้าอย่างจริงจังด้วย ตอนนี้ผมอยู่มาครบหกเดือนแล้ว ผมขอโทษที่เข้าใจป้าผิด และผมก็อยากให้ป้าเชื่อในสิ่งที่ป้าทำนะครับ เด็กบางคนอาจจะถูกป้ากอดมา 9 เดือน มันยังคิดว่าป้า fake อยู่ เพราะว่าคนเราแผลลึกตื้นไม่เท่ากัน แผลของผมลึกกว่า ต่อไปป้าอาจจะไปเจอเด็กที่แผลลึกกว่าผมอีก นั่นหมายความว่าป้ากอดเขามาตั้งหลายเดือนแล้ว เขาก็ยังเฉยๆ รู้สึกว่าป้าแม่ง fake เหมือนที่ผมเคยรู้สึกมาหลายเดือนนะครับ” 

ป้าอ่านแล้วก็ร้องไห้ แต่ขณะเดียวกันก็รู้ว่าเรามาถูกทางแล้ว เด็กคนนี้สอนเรายิ่งกว่าอาจารย์มหาวิทยาลัย สอนเราว่า แผลของแต่ละคนลึกตื้นไม่เท่ากัน ป้าต้องอดทน

 

{#2558111952.jpg}

 

เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก

มีอีกเรื่องหนึ่ง วันหนึ่งผ้านวมผืนใหญ่หายไป เราหยุดงานอื่นๆ เพื่อคุยกันว่าจะทำอย่างไรให้ผู้เสียหายได้ผ้านวมคืน เราเรียนรู้ว่าการอยู่ด้วยกันต้องใส่ใจกัน จะไม่ทำให้ใครทุกข์กว่าใครทุกคนต้องรู้ว่าผู้เสียหายทุกข์โศกเสียใจ เพราะผ้านวมนั้นมีความหมายต่อเขา แม่ต้องใช้ค่าแรง 1 วันมาซื้อให้ ส่วนเด็กที่เอาไปตอนเอามาคืนเขาก็เจ็บปวด รู้สึกเสียหน้า เมื่อคืนของแล้วเขาก็ไปหลบอยู่ในห้องนํ้า เพื่อนสนิทไปเจรจาก็ไม่ยอมออกมา สุดท้ายเด็กทุกคนในบ้านเขียนการ์ดให้แล้วสอดเข้าไปทางประตูห้องน้ำเช่น เราเข้าใจนายแต่เราก็เข้าใจผู้เสียหายไม่มีใครติดใจนายแล้ว เรารู้ว่านายเสียใจมาก ฯลฯ จนเขายอมออกมาจากห้องนํ้า เพื่อนๆ ก็ไม่ได้นำประเด็นนี้มาล้อเลียนต่อเพราะเห็นความเปราะบาง เห็นความอ่อนไหวของเหตุการณ์ 

เวลาหายไป 1 วัน แต่เราได้การเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่มากจากเด็กทั้งหมด หน้าที่ป้าก็คือ ทำให้เด็กรู้สึกว่าผู้เสียหายต้องได้รับการเยียวยา และคนเอาไปต้องได้รับการดูแล อีก 2 วันต่อมา เด็กคนนี้ขึ้นมาหาป้า ขอกล่องขนมปังเพื่อเอาไปใส่การ์ด จะเอากลับไปบ้านด้วยเมื่อเขาได้ออกไปแล้ว เห็นไหมคะว่าเรื่องนี้ถ้าเราตัดสินกันง่ายๆ ตัดสินอย่างหยาบคาย มันก็ไม่เป็นบทเรียนของใครสักคนเลย

หรืออีกเรื่อง หลายเดือนก่อนเด็กคนหนึ่งด่าเจ้าหน้าที่ “ไอ้เชี่ยเอ้ย ไอ้สัตว์เอ้ย ไม่เอาเด็กเลยนะมึง” ภาษาที่บ้านกาจนาฯ เรียกว่า เด็กกำลังหันด้านมืดใส่ นาทีนั้นเจ้าหน้าที่เดินออกไปเลย ซึ่งหากเป็นที่อื่นอาจมีการชกกันแล้ว

 

{#2558111953.jpg}

 

เหตุการณ์อย่างนี้ เราพบว่า มันมีนาทีแรกคือ คำด่า แต่นาทีที่สอง เราเชื่อว่าเด็กต้องเสียใจในฐานะผู้ใหญ่ต้องเลือกว่าจะทำงานในนาทีไหน

สุดท้ายเด็กรู้สึกผิดจริง เจ้าหน้าที่นั่งกันกว่า 20 คน เขากล้าหาญที่จะบอกว่าอยากเข้ามาคุยด้วย มาขอโทษ เขาก็คลานต้วมเตี้ยมๆ ไปกราบที่แขนเจ้าหน้าที่ นี่คือนาทีที่สองของเขาทำงานแล้ว แต่มันยังไม่เป็นบทเรียนของทุกคน สำหรับเรามันยังไม่พอ เพราะตอนเกิดเหตุการณ์ไม่ได้มีแค่เจ้าหน้าที่กับเขา เลยขออนุญาตเขาเอาเรื่องนี้ไปเล่ากลางลานกิจกรรมโดยไม่เอ่ยชื่อ 

กระบวนการคือ เจ้าหน้าที่แจกกระดาษให้เด็ก 2 แผ่น เพื่อเขียนสิ่งที่อยากบอกกับนิรนาม และอีกแผ่นอยากบอกอะไรกับเจ้าหน้าที่ซึ่งถูกด่า เด็กๆ ใช้เวลาเขียนอย่างจริงจังมาก จากนั้นกระดาษ 360 แผ่นก็กลับมาหาเรา กระดาษที่ส่งถึงนิรนาม(จากกลุ่มเพื่อนสนิท)เขียนประมาณว่า “มึงลืมรสชาติตีนแล้วใช่ไหม ตอนที่มึงอยู่...นะ ถ้ามึงพูดอย่างนี้กับเจ้าหน้าที่ ตีนมากันเป็นชุดนะ” หรือจากเพื่อนที่ห่างๆ หน่อยก็จะบอกว่า “เราไม่อยากให้นายทำอย่างนี้กับเจ้าหน้าที่เลย เจ้าหน้าที่เขาดีกับเรา” เป็นต้น ส่วนกระดาษที่ส่งให้เจ้าหน้าที่เขียนว่า “ขอบคุณครับที่อดทนกับพวกผมได้ขนาดนี้ ...ถ้าผมโทร.ไปบอกแม่เย็นนี้ แม่ผมก็ต้องรู้สึกดีมากที่ผมได้อยู่ในที่มหัศจรรย์ ผมมีบุญ โน่น นี่ นั่น...”

นึกออกไหม การ์ด 180 ใบสำหรับเจ้าหน้าที่คนนั้น มันเยียวยาเขาได้ทันทีเลย ในขณะที่การ์ด 180 ใบ สำหรับเด็กคนนั้น มันก็สอนเขายิ่งกว่าครู 180 คน คือมันเหลือพื้นที่ให้เราจัดการกับเด็กได้โดยที่ไม่มีใครตายกับการทำผิด 

วันหนึ่งเด็กเขียนความคิดของเขาว่า ความผิดใหญ่ๆ ของคนมันมาจากความผิดเล็กๆ น้อยๆ แล้ว “รอด” ทำให้เราเห็นภาพชัดว่า ใช่นะ ทุกอย่างในประเทศไทยเราปล่อย ทั้งไม่สวมหมวกกันน็อค ฝ่าไฟแดง ข้ามถนนผิดที่ แอบหยิบฉวยขโมยของคนอื่น เราไม่เคยพูดถึงความผิดน้อยๆ แล้วรอด ถึงที่สุดเราก็จะทนไม่ได้กับโทษใหญ่ๆ ในประเทศไทย เช่น ข่มขืนต้องประหารชีวิต.. ก็ลุกมาต่อต้าน...

 

{#2558111954.jpg}

 

อยากให้ป้ามลฝากอะไรถึงเด็กๆ กลุ่มเสี่ยงและสังคม

ประวัติโดยรวมของเด็กที่มาอยู่กาญจนาฯ พบว่า 3-5 หมื่นกว่าคนที่ถูกจับนั้น เป็นเด็กเลิกเรียนกลางคัน (Drop out) 66.81 % ดังนั้นเวลาเขามาอยู่กับเรา หากจัดหลักสูตรการเรียนการสอนเหมือนเดิม นั่นหมายถึงเรากำลังผลิตซ้ำ เพราะเขาเป็นผู้แพ้ทางการศึกษา เราจะทำให้เขากลายเป็นผู้แพ้อีกครั้งหนึ่ง เราต้องไม่ตีตรา ต้องสร้างวิธีใหม่ขึ้นมาบนความเชื่อและมุมมองใหม่ที่เหมาะสม บ้านกาญจนาฯ จึงยอมหลายอย่างซึ่งคนภายนอกไม่เข้าใจ เช่นเสื้อผ้าหน้าผม ร่างกายเป็นสิทธิอันศักดิ์สิทธิ์ของเด็ก ถ้ามนุษย์ไม่สามารถแม้แต่จะควบคุมเนื้อตัวร่างกายของตัวเองได้แล้ว จะให้เขาไปควบคุมอะไรบนโลกใบนี้ 

ผู้ใหญ่มีหน้าที่ต้องยอมรับไม่ใช่ต้องอดทน รวมทั้งการที่ป้าพูดว่า หนูไม่เคยเป็นผู้ใหญ่มาก่อน พ่อแม่หนูต่างหากต้องอดทน เพราะพ่อแม่เคยผ่านวันคืนที่เคยเป็นเด็ก ป้าพูดแบบนี้หนูอย่าเพิ่งสนุกนะลูก แต่ป้ากำลังจะบอกหนูว่า สักวันหนึ่งเมื่อหนูได้เป็นผู้ใหญ่หนูก็ต้องคิดแบบนี้กับเด็กที่ยืนอยู่ข้างหน้าหนูเช่นเดียวกัน เมื่อหนูมีลูก จะเจอเด็กท้าทาย ทั้งหมดนี้มันเป็นห่วงโซ่ที่จะเดินทางไปเรื่อยๆ หวังว่าสิ่งที่มอบให้กับหนู หนูจะส่งต่อให้กับคนอื่นต่อไปเท่านั้นเอง และการถูกควบคุมตัวก็แสนจะคุ้มค่า เพราะเราจะได้รับบทเรียนที่มันเหมาะสม ไม่ใช่บทเรียนที่บอกว่าเราเป็นคนไร้ค่า เป็นวัชพืชของสังคม ไม่ใช่เลย