พญ. พรจิรา ปรวัชรากุล : เข้าให้ถึง ‘ความเป็นคน’ เข้าใจ ผู้ติดการพนัน

โดย CGS team

พญ. พรจิรา ปรวัชรากุล : เข้าให้ถึง ‘ความเป็นคน’ เข้าใจ ผู้ติดการพนัน

การเล่นพนันเพื่อการเสี่ยงโชค เพื่อความบันเทิง อาจนำไปสู่ปัญหาที่มากกว่าการเสียพนันหรือปัญหาสังคมดังที่เคยรับรู้กันทั่วไป เพราะล่าสุดวงการแพทย์พบว่า การเล่นพนันมีผลต่อการพัฒนาของสมอง และการติดพนันเป็นโรคทางจิตเวช กลุ่มความผิดปกติเกี่ยวกับการเสพติด เช่นเดียวกับการติดเกม ติดอินเตอร์เน็ต

จิตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการทำงานของสมอง ผศ.พญ.พรจิรา ปริวัชรากุล ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล คุณหมอที่มีประสบการณ์ในการรักษาผู้ป่วยเป็นโรคติดพนัน จะมาเล่าถึงวิธีการมองปัญหา การแก้ไขปัญหาและวิธีการป้องกัน โดยใช้ ‘ความเป็นคน’ เป็นหัวใจในการทำงาน และบอกด้วยว่า ‘ความใกล้ชิดในครอบครัวนี่แหละที่จะเป็นปัจจัยป้องกันที่ดีที่สุด’

 

การพนันเป็นโรคด้วยหรือ

ในอดีตเราไม่คิดว่าการพนันเป็นโรค เหมือนกินเหล้า เล่นเกม มันไม่ได้แปลว่าทุกคนที่กินเหล้าต้องเป็นโรค ไม่ใช่ทุกคนที่เล่นเกมต้องป่วย แต่จะดูว่ามันทำให้สัมพันธภาพของเรากับคนรอบข้างหรือความสามารถถูกลดทอนลงไปไหม เมื่อมันกระทบกับชีวิตในเชิงลบ จึงจะถือว่าเป็นโรค และแต่ละคนก็มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นไม่เท่ากัน สิ่งที่จะเป็นตัวบอกว่ามันเสี่ยงหรือไม่เสี่ยง มันมีตั้งแต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตัวเราเองและสิ่งที่เราไปพบเจอหรือประสบการณ์ชีวิตของเรา

การพนันหรือการเล่นเกมก็คือพฤติกรรม สิ่งที่ควบคุมให้เกิดพฤติกรรมก็คือสมอง สิ่งที่ทำแล้วเพลิน เช่น ดื่มเหล้า เล่นเกม เล่นการพนัน การทำอะไรสักอย่างแล้วมันฟิน ทำแล้วรู้สึกดีกับตัวเอง มันกระตุ้นให้เรามีแนวโน้มจะทำพฤติกรรมนั้นซํ้าๆ มันเกี่ยวข้องกับสมองส่วนที่ควบคุมเรื่องความสุข หรือสมองส่วน reward circuit

ทางการแพทย์พบว่า คนที่มีโรคติดพนันมักจะมีโรคจิตเวชอย่างอื่นร่วมด้วยอยู่แล้วเช่นโรคทางด้านอารมณ์ โรคติดสารเสพติดชนิดอื่น คนที่เล่นการพนันจะเป็นคนที่ดื่มแอลกอฮอล์ด้วย 61% ใช้สารเสพติดชนิดอื่น 15% เคยเป็นโรคซึมเศร้า 32% นอกจากนั้น คนที่มีโรคทางสมองหรืออุบัติเหตุทางสมองมาก่อน หรือช่วงอยู่ในท้องแม่ได้รับสารเคมีหรือพิษบางอย่างที่ทำให้สมองค่อนข้างจะเปราะบาง อนาคตโตมาเจอเกมหรือการพนัน จะมีความเสี่ยงต่อโรคติดพนันมากกว่าคนอื่น

 

{#TG12-41.jpg}

 

“อุบัติเหตุทางสมอง” เป็นอย่างไร

ตัวอย่างเช่น คลอดออกมาแล้วหัวโดนบีบ โดนกระแทก หรือหากแม่ดื่มเหล้าแม่ใช้ยาเสพติด ซึ่งอาจจะไม่ได้ทำให้เด็กพิการ ไม่ได้ทำให้แขนขาลีบ แต่มันจะทำให้สมองของเขามีความเสี่ยงบางอย่าง เช่นอาจจะมีไอคิวที่ตํ่ากว่าปกติ พัฒนาการด้านทักษะการใช้ชีวิตจะช้ากว่าปกติ หรือเกือบที่จะเป็นโรค เมื่อโตขึ้นได้เจอสิ่งที่มากระตุ้น เด็กคนอื่นอาจจะไม่เป็นอะไร แต่ว่าเด็กกลุ่มนี้มีโอกาสเสี่ยงที่จะถูกกระทบจากสิ่งที่เข้าถึงมากกว่า

สมมติว่าวันนี้เรา 4 คนได้เล่นปาจิงโกะพร้อมกัน ถามว่าใครมีโอกาสติดมากกว่ากัน ถ้าในอดีต 1 ใน 4 คนนี้เคยติดเหล้ามาก่อน พอได้เล่นปาจิงโกะก็จะมีโอกาสติดมากกว่า เพราะเหล้าได้ทำลายสมองส่วนที่ควบคุมพฤติกรรมหรือการใช้เหตุผลไปแล้วส่วนหนึ่ง แต่อายุที่เริ่มติดเหล้าก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัย เช่น เริ่มดื่มเหล้าตอนอายุ 10 ปี กับเพิ่งเริ่มดื่มเหล้าตอนอายุ 40 ปี โอกาสที่จะติดปาจิงโกะจะไม่เท่ากัน

ถ้าเปรียบเทียบชีวิตเราคือรถคันหนึ่ง หากเราไม่เคยบำรุงรักษาเบรกเลย ปล่อยให้ขึ้นเขาลงห้วยตลอด ต่อมาเจอเหตุการณ์เสี่ยง ก็จะมีแนวโน้มทำให้เบรกแตก ถ้าถามว่าเบรกมันพังเพราะอะไรบ้าง ไม่มีใครตอบได้หรอกค่ะ

 

{#TG12-42.jpg}

 

แล้วจะรู้ว่าคนเล่นการพนันติดหรือไม่ติดพนันได้อย่างไร

ติดหรือไม่ติด ให้ดูความรับผิดชอบต่อหน้าที่ซึ่งคนเล่นพนันคนนั้นเคยมีมาก่อนหน้า ต้องเปรียบเทียบ หากเดิมเขารับผิดชอบต่อหน้าที่การงานดีมาก เอาใจใส่ครอบครัว เลี้ยงดูรับส่งลูกตรงเวลา เมื่อเล่นพนันหรืออะไรต่างๆ แล้วยังทำหน้าที่จุดนี้ได้ดีไม่มีที่ติ ก็ไม่นับเป็นโรค หรือเดิมเขาไม่มีความรับผิดชอบ เดิมแย่อยู่แล้ว เมื่อเล่นพนันแล้วชีวิตแย่ ก็จะยังบอกไม่ได้ว่าเป็นโรค

การเล่นพนันเป็นสันทนาการ เป็นงานอดิเรก มันไม่ควรจะก่อให้เกิดความทุกข์ เช่น การเล่นพนันแบบขำขำ เล่นกันเอง มันไม่ควรจะทำให้ลงแดงขนาดที่ว่าตื่นเช้ามาปุ๊บต้องทำ มันก่อน ต้องเล่นพนันก่อน ทำอย่างอื่นไม่ได้ มันไม่ควรทำให้ต้องเสียแฟน เสียลูก คือต้องไม่หมกมุ่นจนทำให้เกิดความทุกข์ต่อตนเองและผู้อื่น อะไรก็ตามที่ทำให้คนเป็นทุกข์มันก็ไม่ควรเรียกว่าเป็นงานอดิเรกแล้ว

ดังนั้น ติดหรือไม่ติด ต้องดูความเปลี่ยนแปลง ดูผลกระทบในทางพฤติกรรมที่เป็นรูปธรรมจริงๆ ซึ่งเรามีการตั้งเกณฑ์วินิจฉัยเพื่อตรวจสอบ เช่นคำถามว่า ใน 12 เดือนที่ผ่านมา คุณมีการเล่นการพนันมากกว่าที่ตัวเองตั้งใจไว้หรือไม่ คุณรู้สึกว่ามันไม่ดีแต่ก็ไม่สามารถที่จะควบคุมได้ คุณใช้เงินเล่นพนันมากกว่าที่ต้องการหรือตั้งใจ เป็นต้น

 

 

ถ้ารู้สึกว่าคนใกล้ชิดกำลังติดพนัน เราควรจะเริ่มต้นทำยังไง

ต้องเริ่มจากคำว่า “อาจจะ” ก่อน เพราะเราแค่รู้สึก ติดหรือไม่ติดยังไม่รู้

อันดับแรก ก่อนจะไปคุย เราต้องตั้งทัศนคติว่าเราจะไม่ไปจับผิดเขา เพราะคนเราจะรู้สึกได้นะคะว่าคนที่เข้ามานั้นเข้ามาด้วยแง่มุมยังไง บางทีสีหน้าแววตาสำคัญกว่าคำพูดเสียอีกสีหน้าท่าทางนํ้าเสียงที่มีลักษณะไปตัดสินว่าเขาติดพนัน ติดเกม จะเป็นอะไรที่คนฟังรับไม่ได้ พอรู้สึกว่าโดนปฏิเสธเขาจะออกไปเลย เพราะฉะนั้น เราจะต้องทำใจตัวเองให้นิ่งก่อน ต้องตั้งใจให้เป็นกลาง สิ่งที่เราคิดมันเป็นความคิดในแบบของเรา สิ่งที่เขาเป็นมันก็เป็นข้อเท็จจริงอีกแบบหนึ่ง เราต้องพยายามทำความเข้าใจโดยไม่ไปตัดสินเขา เมื่อเราตั้งใจได้อย่างนี้แล้ว หน้าตาและคำพูดของเรามันจะนุ่มนวลไปเอง

ส่วนมากปัญหาติดพนันหรือติดเกมอะไรทั้งหลายมันเป็นแค่ปลายทาง มันมักจะมีจุดเริ่มต้นหรือ gateway มาจากหลายเรื่อง เราแค่กำลังพยายามจะรู้ที่มาที่ไปของเขา ต้องไม่ตัดสินก่อนรับฟัง หลังจากนั้นเขาจะเชื่อใจเรามากพอที่จะบอกเราเอง เวลาคุยกับคนไข้หมอไม่ได้มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ แค่ใช้ความเชื่อใจ ใช้ความเป็นคน เป็นวิธีหลักในการที่จะเข้าใจคนไข้

 

{#TG12-43.jpg}

 

อาการระดับไหนถึงต้องมาพบแพทย์

การมาหาจิตแพทย์ไม่จำเป็นต้องเป็นโรคนะคะ แค่รู้สึกว่าเราไม่สามารถรับได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นหรือรู้สึกทุกข์ทรมานใจก็สามารถพบแพทย์ได้แล้ว ที่ผ่านมาก็มีทั้งพ่อแม่ที่ลูกติดพนันเครียดมาก กรณีนี้พ่อแม่ก็ต้องได้รับความช่วยเหลือ คือเวลามีปัญหามันจะกระทบกันไปหมด เราต้องช่วยเหลือคนที่ทุกข์ทรมานก่อน เช่น ความรู้สึกที่โดนคนที่เรารักโกหก ขโมยเงิน หรืออะไรก็ตาม ความรู้สึกแรกจะมีทั้งผิดหวัง โกรธ เสียใจ หลายอย่าง มันเป็นสิ่งที่ปุถุชนต้องรู้สึก แต่สาเหตุที่คนที่เรารักมีพฤติกรรมเหล่านี้มันอาจจะไม่ได้เป็นนิสัยหรือความตั้งใจพื้นฐานของเขา บางทีโรคอาจจะเป็นต้นเหตุที่ทำให้เขามีพฤติกรรมเหล่านี้ ดังนั้น ถ้าเราสามารถรู้ได้ว่าที่มาที่ไปคืออะไร แล้วไปแก้ที่สาเหตุ สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ก็อาจจะบรรเทาหรือหายได้

การโกรธมันไม่ช่วยอะไร มีแต่จะทำให้เรารู้สึกแย่ สิ่งที่จะทำให้เขาเดินต่อไปได้คือ การหาที่มาของพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปแล้วช่วยเหลือกัน

เคสที่คนติดพนันมาพบหมอด้วยตัวเอง หมอจะเริ่มต้นด้วยการให้เขาพูดก่อน หมอทำหน้าที่เป็นผู้ฟัง ฟังสิ่งที่เขาคิด เขารู้สึก หรือเขามองสาเหตุที่ทำให้เขาเป็นอย่างนั้นเพราะอะไร เพื่อจะเข้าใจปัญหาก่อน และอาจจะต้องตรวจร่างกาย ตรวจระบบประสาท ให้แน่ใจว่าไม่มีโรคอื่นร่วมด้วย รวมทั้งเจาะเลือดดูโรคทางกลุ่มฮอร์โมนที่อาจจะส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรมหรือการตัดสินใจแปลกๆ เช่นโรคไทรอยด์ สิ่งเหล่านี้หมอจะนำมาประเมินหมด

 

คุณหมอมีวิธีการรักษาโรคติดพนันอย่างไร

โดยทั่วไป คนที่มารักษาโรคติดการพนันจะไม่ได้มีโรคเดียว หมอยังไม่เคยเจอคนที่เป็นโรคติดการพนันโรคเดียวเลย ทุกเคสจะมีอย่างอื่นมาด้วย เช่น ติดบุหรี่ ติดกัญชา ติดเหล้า หรือมีโรคสมาธิสั้น โรคไบโพลาร์ เป็นต้น ความสำคัญในการรักษาก็จะไม่เท่ากัน คือเวลาดูคนไข้จะพบว่าในหนึ่งคนมีหลายปัญหา ก็ต้องดูว่าอะไรเป็นข้อสำคัญที่ต้องรีบช่วยก่อน

อย่างเคสหนึ่งที่หมอเจอ รักษามาปีกว่า มีการให้ยาเยอะมาก อาการดีขึ้นบ้างและกลับไปเป็นซํ้าเป็นพักๆ คือนอกจากโรคติดการพนัน เขาเป็นไบโพลาร์มาตั้งแต่อายุ 10 กว่าขวบ ตอนที่เจอ เขาเป็นช่วงไบโพลาร์ขาลง จึงไปใช้กัญชา เลยติดกัญชาเป็นโรคที่สอง และมีลักษณะคล้ายโรคสมาธิไม่ดี ก็ไปเสพยาบ้าเพื่อให้ตื่นตัว ติดมาก่อน 3 อย่าง ขึ้นๆ ลงๆ มาเรื่อยๆ แล้วแต่จะหาเงินได้ และเขาหาเงินโดยการเล่นเกม ขายของในเกม ก็เลยติดเกมเป็นโรคที่ 4 ก่อนจะมาติดพนัน ตอนแรกเขาเชื่อว่าเขาสมองดี จนกระทั่งผลการเรียนแสดงให้เห็นว่าไม่ไหวแล้ว เขาจะโดนรีไทร์แล้ว ทักษะที่เคยมีก็เสียไป เช่น เขาเคยมีทักษะพูดภาษาอังกฤษเก่ง หมอให้เขาแนะนำตัวเป็นภาษาอังกฤษ เขาอึ้งเลย บอกว่าเพิ่งรู้ตัวเองในตอนที่หมอบอกให้ทำแล้วทำไม่ได้

 

{#TG12-44.jpg}

 

คนไข้อีกเคส ติดพนันมาหลายปี รักษาไม่หาย แต่ล่าสุดเพิ่งเลิกได้เด็ดขาดเพราะว่ามีแฟน เขารู้สึกว่าแฟนรักเขาจริงๆ แฟนทำให้เขารู้สึกอยากเปลี่ยนแปลงตัวเองจริงๆ เขามีความรู้สึกว่าอยากจะทำตัวให้ดีให้คู่ควรกับแฟน หรืออีกคนหนึ่งที่เป็นเพื่อนหมอด้วยกันเคยติดพนันตอนอยู่เมืองนอก สุดท้ายก็เลิกได้เพราะเขาบอกครอบครัวแล้วครอบครัวไม่ทอดทิ้ง ครอบครัวแสดงความเข้าใจ เห็นใจ และช่วยเหลือ

ประสบการณ์ที่หมอรักษาคนไข้ พบว่า คนที่มีปัญหาติดพนันแล้วเลิกได้ เป็นเพราะความรักจากคนรอบข้าง หมอเชื่อว่ามันเป็นแรงจูงใจที่รุนแรงสำหรับชีวิตคนๆ หนึ่งกับทุกปัญหา หลายครั้งที่เรามีวิกฤติชีวิต แต่เราก็สามารถก้าวข้ามมาได้ เพราะมีคนรอบข้างให้กำลังใจ และเราอยากจะเป็นคนที่ดีและดูแลคนรอบข้างกลับได้ เป็นการปลุกความรู้สึกในอีกด้านหนึ่ง สามารถลบล้างสิ่งที่เคยผิดพลาดได้

แต่บางทีเลิกได้พักหนึ่งก็จะกลับไปติดได้อีก มันมีน้อยมากที่จะเลิกได้ตั้งแต่ครั้งแรก คือมันไม่ใช่เรื่องของการใจอ่อน ใจเสาะ แต่มันเป็นการไปเปลี่ยนแปลงรูปแบบการทำงานของสมอง มันเหมือนการที่เราพยายามจะฝืน ซึ่งก็ทำได้ระดับหนึ่ง แต่บางทีก็ไม่สามารถต้านทานสิ่งที่เป็นมานานในหัวได้ โอกาสที่จะเป็นซํ้าจึงมีค่อนข้างเยอะ เวลาที่ใครคนหนึ่งกลับไปติดอีก ตัวเขาเองจะรู้สึกหมดศรัทธาในตัวเอง จะมีอาการ “โอ๊ย ฉันมันเลว คงจะเลิกไม่ได้แล้วล่ะ ไหนๆ ก็เลวแล้ว เลวให้สุดๆ เลยก็แล้วกัน” เพราะฉะนั้น เราต้องเข้าใจ ท่าทีของเรา สิ่งแรกที่ต้องตระหนักคือ มันเป็นธรรมชาติของโรคที่จะกลับมาเป็นซํ้าได้ ไม่ได้หมายความว่าเขาต้องเป็นอย่างนั้นตลอดไป

 

เป็นการทำงานที่ยากมากและซับซ้อนมาก

ใช่ค่ะ การติดเหล้า ติดยาเสพติด ติดพนัน ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไปในระดับชีวะ การเล่นพนันมันคาบเกี่ยวกับการเล่นเพื่อความบันเทิง คนเลยไม่ตระหนักว่ามันจะก่อปัญหาได้เยอะ บางคนคิดว่าตัวเองไม่ได้ติดพนันเพราะเห็นคนอื่นๆ ก็เล่นกัน ในทางการแพทย์ก็ไม่มีเกณฑ์เหมือนทางกฎหมาย ในมุมมองของแพทย์ จะดูที่ผลกระทบ ถ้าทำให้เกิดปัญหาก็ต้องเลิก แต่การเล่นพนันมันเป็นเรื่องน่ากลัวยิ่งกว่าการดื่มเหล้าหรือใช้ยาเสพติด เพราะมันไม่ได้ทำให้ผื่นขึ้น ไม่มีการแพ้สาร หรือความดันขึ้นจนเส้นเลือดในสมองแตก การเล่นพนันอย่างมากก็คือนั่งตายคาตู้โดยไม่มีใครรู้ ไม่มีใครมาศึกษา งานสำรวจที่ลาสเวกัสพบว่า มีคนไปตายแถวนั้นประมาณ 2,000 คนต่อปี เพราะเวลาลุ้นพนันจะทำให้คนนั่งติดอยู่กับที่นานมากบางคนไม่กินข้าวกินนํ้า และมีกรณีที่หัวใจหยุดเต้นอยู่ตรงตู้เกมพนัน

 

{#TG12-45.jpg}

 

สังคมควรจะทำอะไรเพื่อช่วยกันป้องกันปัญหาที่เกิดจากการพนัน

ถ้าในอดีตเราได้รับความรักที่ดีจากพ่อแม่ สิ่งนี้จะเป็นปัจจัยป้องกันที่ดี เมื่อเราโตขึ้นแล้วเจอปัญหา ต่อให้พ่อแม่ไม่อยู่บนโลกนี้แล้ว ความรักที่ได้รับมาจะแปลงเป็นการรักตนเอง คือเราจะรักตนเองเป็น เพราะรู้ว่าเราเป็นที่รักของพ่อแม่ เราควรจะต้องมีชีวิตที่งดงามเพื่อสมกับที่ได้รับความรักนั้นมา อันนี้คือลึกๆ ทุกคนจะเป็นอย่างนี้หมด หมอเจอคนไข้บางคนที่จิตตก คิดฆ่าตัวตาย ถามว่าทุกครั้งที่จะลงมือแต่ห้ามตัวเองได้สำเร็จเป็นเพราะอะไร คำตอบคือ เพราะนึกถึงหน้าของคนที่รักเรา

ตรงนี้สำคัญมาก พ่อแม่เป็นคนสำคัญ บางทีผู้ใหญ่ไม่รู้ว่าพฤติกรรมของตนเป็นสิ่งที่เด็กเห็นแล้วเก็บไปเป็นคุณสมบัติสำคัญในชีวิตเขา อะไรที่พ่อแม่ทำ ลูกก็เลียนแบบ ถ้าพ่อแม่ลุ้นหวยแล้วลืมไปรับลูกที่โรงเรียน ลูกก็หมดศรัทธาในตัวพ่อแม่ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ฝังใจเขา กลายเป็น role model ที่เสียไป ส่งผลกระทบอย่างมาก

บ้านเราจะไปยึดโมเดลต่างประเทศมาใช้ไม่ได้ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับบ้านเราคือการป้องกันกลุ่มเสี่ยง เด็กและเยาวชนถ้าเจอการพนันเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งมีโอกาสติดมากเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่ควรจะมีในสังคมเราคือ สร้างความตระหนักให้พ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนรู้ว่ารูปแบบการพนันมันมีหลายแบบ มันมีผลกับการพัฒนาของสมอง และมันอาจจะกลายเป็นโรคในอนาคตก็ได้ เราไม่มีทางรู้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปถึงจุดไหน แม้การพนันที่เกิดขึ้นในรุ่นลูกมีรูปแบบแตกต่างกัน แต่เนื้อหามันเป็นเรื่องใกล้เคียงกัน คือพาหนะที่จะพาไปมันต่างกันเท่านั้น ดังนั้น หมอเห็นว่า ความใกล้ชิดในครอบครัวนี่แหละที่จะเป็นปัจจัยป้องกันที่ดีที่สุด