คาสิโนช่องสะงำกับผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

โดย สดใส สร่างโศรก

คาสิโนช่องสะงำกับผลกระทบต่อชุมชนชายแดน

จุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ ตั้งอยู่ในเขตปกครองของชุมชนแซรไปร์ หมู่ 8 ต.ไพรพัฒนา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ เชื่อมต่อไทยกับกัมพูชาที่ อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย ประกาศเปิดให้บริการเป็นทางการเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2546

เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมด้านการค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว ในปี 2547 รัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณแบบให้เปล่าแก่กัมพูชาเพื่อสร้างถนนจากช่องสะงำ-อันลองเวง-เสียมเรียบ ระยะทาง 167 กิโลเมตร โดยมีเพียง 16 กิโลเมตรอยู่ในฝั่งไทย ด้วยงบประมาณ 229 ล้านบาท และในปี 2548 ได้ดำเนินการโครงการพัฒนาพื้นที่ “เมืองใหม่ช่องสะงำ” บริเวณห่างจากจุดผ่านแดนประมาณ 2 กิโลเมตร เพื่อรองรับการขยายตัวของการค้าชายแดนในพื้นที่ดังกล่าว ด้วยงบประมาณอีกเกือบ 300 ล้านบาท

เมื่อมีผู้สัญจรผ่านไปมาจำนวนมาก ชาวบ้านที่มีบ้านอยู่ริมถนนในตำบลไพรพัฒนาได้ปรับปรุงบ้านเพื่อทำเป็นร้านขายของให้แก่ผู้เดินทาง แต่ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะผู้สัญจรไม่ได้แวะซื้อของ ส่วนกลุ่มที่อยู่ใกล้จุดผ่านแดนมีการสร้างบ้านพักในรูปรีสอร์ท แต่มีการเช่าห้องจำนวนน้อย แม้จะมีผู้ใช้บริการจำนวนมาก เพราะส่วนใหญ่เช่าเพื่อใช้เป็นสถานที่อาบนํ้าเท่านั้น

พื้นที่ “เมืองใหม่ช่องสะงำ” เนื่องจากตั้งอยู่ห่างจากจุดผ่านแดน ผู้ค้าที่จองพื้นที่ตั้งร้านค้าส่วนใหญ่ต้องย้ายไปทำการค้าในบริเวณตลาดชายแดน มีผู้ค้าจากอุบลราชธานีเพียง 4-5 ครอบครัวเข้าพักอาศัยเพื่อใช้เป็นฐานนำสินค้าไปขายบริเวณตลาดชายแดน ทำให้โครงการเมืองใหม่ช่องสะงำแทบจะกลายเป็นโครงการร้าง

การค้า การลงทุน และการท่องเที่ยว มีความคึกคักชัดเจนบริเวณจุดผ่านแดนถาวรช่องสะงำ โดยมีศูนย์กลางอยู่ในฝั่งกัมพูชาคือ คาสิโน ที่ใช้ชื่อเป็นทางการว่า ช่องสะงำรีสอร์ทแอนด์คาสิโน (Sangam Hotel Resort & Casino) ที่เปิดให้บริการตั้งแต่เดือนมกราคม 2555

นอกจากการประชาสัมพันธ์ให้นักพนันเดินทางไปใช้บริการ คาสิโนมีระบบชักนำหรือส่งเสริมให้คนเดินทางไปใช้บริการโดยการจ่ายเงินให้กับรถตู้ที่พาคนไปเล่นการพนันในรูปแบบค่าหัวและค่านํ้ามันตามระยะทาง ซึ่งมีรถตู้จากหลายจังหวัดพาคนมาเล่นการพนันที่นี่ เช่น นครราชสีมา บุรีรัมย์ มหาสารคาม อุบลราชธานี เป็นต้น และเนื่องจากคาสิโนมีเงื่อนไขว่ารถตู้ต้องหาคนขึ้นรถไม่น้อยกว่า 8 คน จึงจะจ่ายเงินให้ ทำให้เจ้าของรถตู้ที่หาคนขึ้นได้ไม่ครบจะแวะเข้าไปชุมชนเพื่อจ้างชาวบ้านขึ้นรถ โดยจ่ายค่าจ้างให้ชาวบ้านวันละ 100 บาท

 

 

ชาวบ้านฝั่งไทยข้ามแดนไปเล่นพนันในคาสิโน

ในมุมมองของชาวบ้านชุมชนแซรไปร์ การเกิดขึ้นของคาสิโนทำให้การคมนาคมดีขึ้น ราคาที่ดินถีบตัวสูงขึ้น และบริเวณตลาดชายแดนเป็นแหล่งเลือกซื้อสินค้าราคาถูกของชาวบ้าน

แต่การคมนาคมที่ดีก็มาพร้อมกับปัญหาอุบัติเหตุทางรถยนต์ เนื่องจากรถนักท่องเที่ยวและรถตู้ที่นำนักพนันไปคาสิโนมักใช้ความเร็วสูง ทำให้เกิดอุบัติเหตุบนถนนบ่อยครั้ง และแน่นอนว่า ในช่วงที่คาสิโนเพิ่งเปิดให้บริการ ชาวบ้านจำนวนหนึ่งมีอาการ “เห่อของใหม่” เดินทางไปเล่นพนันในฝั่งกัมพูชาเป็นจำนวนมาก ขณะที่อีกส่วนหนึ่งมีรายได้จากการรับจ้างขึ้นรถตู้ แม้ต่อมาจำนวนชาวบ้านที่ข้ามไปเล่นการพนันจะลดจำนวนลงเรื่อยๆ แต่การเล่นพนันก็ทำให้หลายคนเสียจนหมดตัว บางคนต้องขายที่ บางคนหนีไปบวช บางคนมีสามีใหม่ ทว่าบางคนก็ยึดการเล่นพนันเป็นอาชีพ

ชาวบ้านกลุ่มที่ตั้งใจไปเล่นการพนันในคาสิโน มีทั้งชาวนาฐานะดี ชาวสวนยาง ข้าราชการเกษียณอายุก่อนกำหนด (early-retired) ที่ใช้เงินบำนาญ และผู้สูงวัยที่มีรายได้จากเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุและหรือลูกหลานที่ทำงานต่างถิ่นส่งมาให้ นอกจากนั้น ชาวบ้านที่รับจ้างขึ้นรถตู้ เดิมมีประมาณ 10 คน ตอนหลังเหลืออยู่ 5-6 คน ส่วนใหญ่อายุ 40 ปีขึ้นไป บางคนไม่เคยเล่นการพนัน แต่เข้าไปในคาสิโนแล้วต้องนั่งถือไพ่ ต้องเล่นการพนันให้ทางคาสิโนเห็น ถ้าไม่เล่น ครั้งต่อไปทางคาสิโนจะไม่อนุญาตให้เข้า (เคยมีกรณีคาสิโนไม่อนุญาตให้ชาวบ้านจากอำเภอภูสิงห์เข้า เนื่องจากเข้าไปแล้วไม่ยอมเล่นการพนัน) พอนานไปชาวบ้านกลุ่มนี้ก็กลายเป็นนักพนัน

 

ชาวบ้านฝั่งกัมพูชาไหลตามกระแสทุนคาสิโน

คาสิโน ถือเป็นศูนย์กลางที่นำพาความเจริญมาสู่พื้นที่ ทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น คนมีงานทำ ชาวบ้านสามารถหางานใกล้บ้านโดยไม่ต้องเดินทางไปทำงานในเมืองใหญ่ ช่วยสร้างงานให้เยาวชน คนในชุมชนใกล้คาสิโนหลายคนหารายได้ด้วยการค้าขาย

ในอีกมิติหนึ่ง กลุ่มอดีตเขมรแดงมองว่า ชาวบ้านต้องปรับตัวให้เข้ากับกระแสทุนนิยมโลกาภิวัตน์ซึ่งมีคาสิโนเป็นศูนย์กลางความเจริญ และมีคำกล่าวทำนองว่า “เอาเงินไว้ก่อน” เนื่องจากหลายครอบครัวต้องยอมจำนนต่อความจำเป็นทางเศรษฐกิจ แม้ไม่ชอบการพนันก็ต้องยินยอมให้ลูกทำงานในคาสิโน

แน่นอนว่า ชุมชนที่มีคาสิโนเป็นศูนย์กลาง ย่อมดึงดูดให้ผู้คนรอบข้างเข้าไปใช้บริการ แม้รัฐบาลกัมพูชาจะไม่อนุญาตให้คนกัมพูชาเข้าคาสิโน แต่ทางคาสิโนไม่ได้กวดขันตรวจตรา ในคาสิโนมีชาวกัมพูชาหลายกลุ่ม ทั้งผู้นำชุมชนที่มีฐานะการเงินดี นักธุรกิจ คนค้าขายในพื้นที่พอปิดร้านก็กรูกันเข้าคาสิโน นักพนันที่เคยจับกลุ่มเล่นไพ่ในชุมชนก็ยกระดับไปเล่นพนันในคาสิโน หลายคนเสียเงินจนหมดตัว บางคนไม่มีเงินซื้อข้าวให้ลูกกิน ไม่มีเงินให้ลูกไปโรงเรียน ปล่อยให้ลูกทำงานแถวชายแดน มีนักพนันหญิงชาวกัมพูชาคนหนึ่งต้องขายตัวในที่สุด

 

{#TG12-21.jpg}

 

ชุมชนฝั่งไทยเรียนรู้

ผลักดันการพนันออกจากพื้นที่ชุมชน

เมื่อเผชิญปัญหา ชุมชนเกิดกระบวนการเรียนรู้และแสวงหาแนวทางแก้ไขปัญหา โดยร่วมกับทางจังหวัดศรีษะเกษ จัดตั้งคณะกรรมการรณรงค์ลดละเลิกการเล่นพนัน และพยายามสกัดกั้นนักพนันหน้าใหม่ ด้วยการเฝ้าระวังไม่ให้มีการเล่นพนันในพื้นที่ เริ่มจากการห้ามเล่นการพนันในงานศพ ซึ่งเดิมงานศพเป็นเพียงงานเดียวที่มีความชอบธรรมหรือได้รับการยอมรับให้มีการเล่นพนันเพื่อให้นักพนันอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพ เมื่อห้ามเล่นการพนัน กรรมการหมู่บ้านจะอยู่เป็นเพื่อนเจ้าภาพจนถึงสว่าง ซึ่งมีผลพลอยได้ ทำให้การลักเล็กขโมยน้อยและการทะเลาะเบาะแว้งลดลง

ขณะเดียวกัน ชุมชนขอให้นักพนันในชุมชนเลิกเล่นการพนันในหมู่บ้าน หากต้องการเล่นการพนันให้ข้ามแดนไปเล่นที่คาสิโน นักพนันกลุ่มหนึ่งเลือกไปเล่นการพนันที่คาสิโน แต่อีกกลุ่มหนึ่งเห็นว่าคาสิโนคือ สถานที่สำหรับคนรวย และไม่มีทางเอาชนะ บางคนเลือกย้ายสถานที่เล่นการพนันไปอยู่นอกเขตชุมชน เช่นในสวนยาง แต่ส่วนใหญ่ย้ายสถานที่ไปเล่นการพนันในเขตอำเภอใกล้เคียง เช่น อ.บัวเชด จ.สุรินทร์ อยู่ห่างจากชุมชนราว 20 กิโลเมตร หรือ อ.สังขะ จ.สุรินทร์ อยู่ห่างจากชุมชนราว 40 กิโลเมตร

 

 

ชุมชนฝั่งกัมพูชาไร้การนำ

ประชาชนต้องดูแลตนเอง

ผู้อาวุโสอดีตเขมรแดงในพื้นที่แสดงความห่วงใยต่อเยาวชนว่า อยากให้มีการอบรมที่ดีเพื่อสังคมจะได้มีความสงบ มีความอบอุ่น แม้ไม่มีเงินก็มีความสุขได้ แต่เนื่องจากกลุ่มอดีตเขมรแดงไร้องค์กรนำ ผู้อาวุโสไม่มีอำนาจหน้าที่ ไม่มีการรวมกลุ่ม ผู้มีตำแหน่งทางการปกครอง

ทุกระดับล้วนเพิกเฉย ประชาชนจึงต้องดูแลตนเอง ต้องคอยเฝ้าระวังและห้ามปรามสมาชิกในครอบครัวไม่ให้เข้าไปเล่นการพนันในบ่อนกันเองและคล้ายคลึงกับฝั่งไทย นักพนันชาวกัมพูชาในตัวอำเภออันลองเวง ซึ่งอยู่ห่างจากคาสิโนช่องสะงำประมาณ 10 กิโลเมตร คิดว่าไม่มีทางได้เงินจากคาสิโน จึงยังตระเวนเล่นการพนันไปตามหมู่บ้าน ไม่นิยมเข้าคาสิโน