นโยบายต่อต้านการพนันของจีนกับการดิ้นรนของทุนคาสิโนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน

โดย ดร.ณัฐกร วิทิตานนท์

นโยบายต่อต้านการพนันของจีนกับการดิ้นรนของทุนคาสิโนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนบน

หลายคนคิดว่า คาสิโนในประเทศเพื่อนบ้านของไทยตั้งขึ้นเพื่อรองรับลูกค้าคนไทย แต่ในความเป็นจริง คาสิโนหลายแห่งคาดหวังลูกค้าคนจีน ซึ่งโดยพื้นฐานชอบเล่นการพนัน

เนื่องจากรัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้มีคาสิโนถูกกฎหมายภายในประเทศ และบังคับใช้กฎหมายเข้มงวด คนจีนทางตอนใต้ รวมถึงข้าราชการชาวจีน จึงนิยมข้ามพรมแดนไปเล่นการพนันในประเทศเพื่อนบ้าน ทว่านโยบายต่อต้านการพนันของรัฐบาลจีนก็สามารถชี้เป็นชี้ตายธุรกิจได้ และทำให้คาสิโนในบางพื้นที่ต้องปิดตัวลงไปในที่สุด

 

{#TG12-11.jpg}

 

เมืองลา

ลาสเวกัสแห่งฉาน

เมืองลา (Mongla) เมืองชายแดนในรัฐฉานที่คั่นระหว่างพม่ากับจีน เชื่อมต่อกับสิบสองปันนาของจีนที่ด่านท่าล่อ บนเส้นทาง R3B ตั้งแต่ปี 2532 หลังการลงนามหยุดยิงกับรัฐบาลพม่าเมืองลาได้กลายเป็นเขตปกครองพิเศษที่ 4 ของพม่า ภายใต้การควบคุมของกองกำลังเมืองลา (National Democratic Alliance Army : NDAA) ที่มี “จายลืน” (หรือชื่อพม่า “อูซายริน” หรือชื่อจีน “หลินมิ่งเสียน”) เป็นผู้นำเมืองลาจึงมีความเป็นอิสระจากรัฐบาลพม่าค่อนข้างมาก

ช่วงคริสต์ทศวรรษที่ 1990 (พ.ศ.2533-2543) เมืองลามีคาสิโนน้อยใหญ่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด ในปี 2543 นับเฉพาะคาสิโนที่เป็นโรงแรมขนาดใหญ่ก็มีนับสิบแห่ง ส่วนใหญ่เป็นของนักทุนชาวจีนนั่นเอง

ช่วงปี 2546-2548 เนื่องจากมีข้าราชการจีนแอบข้ามแดนไปเล่นการพนันในเมืองลาและสูญเสียเงินทองเป็นจำนวนมาก รัฐบาลจีนจึงมีมาตรการตอบโต้ เช่น ห้ามนำเงินออกนอกด่านเกิน 5,000 หยวนต่อคน ห้ามคนจีนพำนักค้างคืนในเมืองลา ฯลฯ โดยช่วงต้นปี 2548 รัฐบาลจีนประกาศนโยบายต่อต้านการพนัน (Anti-gambling Campaign) อย่างเป็นทางการ และต่อมาได้สั่งปิดด่านพรมแดนท่าล่อ คาสิโนน้อยใหญ่ในเมืองลาทยอยปิดตัวลง เมืองลาที่เคยคึกคักก็ซบเซา

ทุนคาสิโนบางส่วนตัดสินใจย้ายสถานที่ออกไปเปิดนอกเมือง เช่นที่บ้านเสี้ยว เมืองม้า ห่างจากเมืองลาไปทางเชียงตุงราว 16 กิโลเมตร และเปลี่ยนสภาพกลายเป็นบ่อนขนาดเล็ก แต่ก็ไม่ได้รับความนิยมดังเดิม แม้ต่อมารัฐบาลจีนจะอนุญาตให้คนจีนผ่านเข้า-ออกด่านได้บ้างโดยมีเงื่อนไขที่เข้มงวด

ในที่สุดเมืองลาที่เคยเป็นเสมือนลาสเวกัสแห่งรัฐฉานก็กลายเป็นเพียงอดีต

 

คาสิโนเจ๊ง

ทุนคาสิโนดิ้นรน สู่ภาคเหนือของลาว

แม้คาสิโนเมืองลาปิดตัวลง แต่ทุนคาสิโนไม่ได้เจ๊ง ทุนคาสิโนย้ายฐานเข้าสู่ภาคเหนือของลาว ประเทศที่เพิ่งอนุญาตให้มีคาสิโนเกิดขึ้นเพียงแห่งเดียวนับแต่ปี 2539 คือ “แดนสวรรค์นํ้างึมรีสอร์ท” (Dansavanh Nam Ngum) ในแขวงเวียงจันทน์ ห่างจากนครหลวง 60 กิโลเมตร โดยนักลงทุนมาเลเซียเชื้อสายจีน

หวง มิ่งชวน ชาวฟูเจี้ยนสัญชาติฮ่องกง หนึ่งในทุนคาสิโนเมืองลา มองเห็นโอกาสทางธุรกิจภายใต้การเดินหน้าผลักดันให้เกิดเขตเศรษฐกิจพิเศษ (Special Economic Zone : SEZ) ของรัฐบาลลาว ซึ่งในปี 2543 เริ่มจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโนที่แขวงสะหวันนะเขตตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหารของไทยขึ้นเป็นแห่งแรก ต่อมาภายหลัง ราวปี 2552 กลุ่มทุนคาสิโนจีนอีกกลุ่มจึงได้เข้าไปลงทุนเปิดให้บริการ “คาสิโนสะหวันเวกัส” (Savan Vegas)

หลังการหาลู่ทางการลงทุนมาระยะหนึ่ง ในที่สุด ปี 2546 กลุ่มทุนของ หวง มิ่งชวน ได้รับสัมปทานที่ดินในเขต/แขวงหลวงนํ้าทา บริเวณด่านบ่อหาน-บ่อเต็น ที่เชื่อมต่อสิบสองปันนาของจีนกับลาว บนเส้นทาง R3A ครอบคลุมพื้นที่ 16.4 ตารางกิโลเมตร อายุสัญญา 30 ปี ต่อได้ 2 ครั้ง รวม 90 ปี สำหรับพัฒนาโครงการ “บ่อเต็นเมืองทอง” (Golden Boten City) ในรูปของเขตเศรษฐกิจพิเศษเพื่อการค้าและการท่องเที่ยว ด้วยงบลงทุนกว่า 200-300 ล้านเหรียญสหรัฐ ท่ามกลางป่าดอย ตึกใหญ่โตมหึมาที่สร้างให้เป็นคาสิโน-โรงแรมถูกสร้างขึ้นบนผืนนาเดิม

จ้าว เหว่ย (Chio Wai) คนจีนแผ่นดินใหญ่แถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจุบันถือสัญชาติมาเก๊า นอกจากการลงทุนที่เมืองลา เขาเคยทำคาสิโนท้องถิ่นที่มาเก๊ามาก่อน เมื่อคาสิโนเมืองลาปิดตัวลง เขาพยายามมองหาทำเลที่ตั้งใหม่ ประสบการณ์ทำให้เขาได้ข้อสรุปว่า อิทธิพลจากรัฐบาลจีนสามารถชี้เป็นชี้ตายต่อธุรกิจของตัวเขาได้ เช่น ห้ามข้าราชการเข้าไปเล่นการพนันในมาเก๊า ใช้มาตรการปิดด่านและคุมเข้มที่เมืองลา เป็นต้น ในการลงทุนรอบใหม่ เขาพยายามมองหาทำเลที่ตั้งที่ห่างไกลจากอิทธิพลของจีนในเชิงการเมือง แต่ต้องไม่ไกลจากจีนตอนใต้และเวียดนามตอนเหนือ เพื่อให้กลุ่มนักพนันกระเป๋าหนักที่เป็นลูกค้าประจำเดินทางได้สะดวก

ปี 2550 กลุ่มทุนของ จ้าว เหว่ย ได้รับสัมปทานที่ดินในเขตเมืองต้นผึ้ง แขวงบ่อแก้วฝั่งตรงข้ามบ้านสบรวก ถนนเลียบแม่นํ้าโขงจากตัวอำเภอเชียงแสนของไทย เรียกว่า “เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ” (The Golden Triangle Special Economic Zone:GTSEZ) พื้นที่ขั้นต้น 30 ตารางกิโลเมตร (ขนาดพื้นที่ใกล้เคียงเกาะมาเก๊า) แต่เป้าหมายจริงจะครอบคลุมพื้นที่มากถึง 102 ตารางกิโลเมตร สัมปทานมีระยะเวลายาวนาน 99 ปี โครงการเริ่มดำเนินการจริงจังตั้งแต่ปี 2551 มีคาสิโน “คิงส์โรมัน” (Kings Roman) ดูโดดเด่นที่สุด แม้จะมีโครงการอื่นๆ มากมายรวมอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวด้วย ประมาณการมูลค่าการลงทุนระยะยาวอาจต้องใช้เงินมากถึง 3,000-4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

 

{#TG12-12.jpg}

 

บ่อเต็นเมืองทอง

คาสิโนล้ม เขตเศรษฐกิจพิเศษร้าง

เฉกเช่นเดียวกับเมืองลา เขตเศรษฐกิจพิเศษบ่อเต็น-เมืองทองเติบโตอย่างก้าวกระโดดโดยมีธุรกิจคาสิโนเป็นศูนย์กลาง ทว่าการเปิดตัวอย่างยิ่งใหญ่ของคาสิโนที่เมืองนี้ในปี 2550 กลับพบจุดจบในเวลาอันรวดเร็ว

ปลายปี 2553 มีเสียงลํ่าลือในพื้นที่ว่า นักพนันชาวจีนหลายรายที่ติดหนี้พนันในคาสิโนถูกกักขังไว้เป็นตัวประกัน บางรายถึงขั้นถูกทุบตีรุนแรง และมีชาวบ้านพบเห็นซากศพนักพนันชาวจีนที่ถูกนำมาทิ้งลอยแม่นํ้าอยู่นอกเมืองที่สำคัญ นักพนันที่ถูกกักขังรายหนึ่งเป็นข้าราชการระดับสูงของจีน การถูกกักขังส่งผลต่อการปฏิบัติงาน เจ้าหน้าที่ฝ่ายจีนถึงกับต้องมาเจรจาต่อรองกับทางคาสิโน แต่ไม่เป็นผล เงื่อนไขเดียวที่จะมีการปล่อยตัวคือ ต้องชดใช้หนี้สินที่ก่อไว้ให้ครบถ้วนเสียก่อน

ต้นปี 2554 รัฐบาลจีนมีมาตรการตอบโต้ โดยออกประกาศเตือนมิให้ชาวจีนข้ามพรมแดนไปเล่นการพนันในลาว และบีบรัฐบาลลาวให้ดำเนินการปิดคาสิโน เช่น การตัดกระแสไฟฟ้าและสัญญาณโทรศัพท์ ส่วนหนึ่งเพราะต้องการสกัดกั้นการเล่นพนันทางไกลทางโทรศัพท์ของนักพนันที่อยู่ในประเทศจีน

เนื่องจากลาวต้องพึ่งพาทุนจีน ทั้งจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจที่เน้นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การสร้างเขื่อน การทำเหมืองแร่ เป็นต้น และภาคเอกชน ที่เน้นการลงทุนด้านอุตสาหกรรมเกษตร คือสวนกล้วยและยางพารา ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับลาวมีลักษณะของ “การพึ่งพาแบบอสมมาตร” (asymmetrical interdependence) ลาวจึงไม่มีทางเลือก ทว่าข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อมวลชนระบุว่า รัฐบาลลาวปิดคาสิโนเพราะมีความกังวลต่อปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ ทั้งเรื่องฆาตกรรม ลักพาตัว ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ต้มตุ๋น ฯลฯ

เมื่อธุรกิจคาสิโนปิดตัวลง ธุรกิจอื่นก็ไปไม่รอด บ่อเต็นเมืองทองจึงกลายสภาพเป็นเมืองร้างภายในเวลาอันรวดเร็ว

 

{#TG12-13.png}

 

เขตเศรษฐกิจพิเศษพัฒนาโดยทุนคาสิโน

ใครได้-ใครเสีย?

การเติบโตของเมืองโดยมีทุนคาสิโนเป็นตัวขับเคลื่อน แม้จะช่วยให้พัฒนาได้แบบก้าวกระโดด แต่ขาดความยั่งยืน เนื่องจากคาสิโนเป็นธุรกิจที่ก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมาก โดยเฉพาะในมิติด้านสังคม มาตรการควบคุมตรวจสอบและเอาจริงเอาจังของภาครัฐต่อธุรกิจการพนันย่อมสามารถที่จะหยุดยั้งปัญหาอันเนื่องมาจากการพนันได้ จีนคือตัวอย่างที่ดีในเรื่องนี้

แน่นอนว่า ทุนคาสิโนจะไม่ยอมหยุดนิ่ง เมื่อเมืองหนึ่งไม่อาจประกอบกิจการได้ต่อไป ทุนเหล่านี้ก็แสวงหา “สถานที่ลงทุนแห่งใหม่” และการได้รับสัมปทานเขตเศรษฐกิจพิเศษโดยใช้สถานคาสิโนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาพื้นที่ คือทิศทางที่น่าจับตามอง

จ้าว เหว่ย หนึ่งในนักลงทุนธุรกิจคาสิโน เคยให้สัมภาษณ์ว่า “การทำธุรกิจเปรียบเสมือนการทำบุญ” เขามีความตั้งใจที่จะพลิกโฉมอดีตดินแดนยาเสพติดแห่งนี้ (เขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมคำ) ให้กลายเป็นปลายทางใหม่ด้านการท่องเที่ยว เพราะที่นี่เปรียบเหมือน “บ้านหลังที่สอง” ของเขา

การลงทุนของภาคเอกชนโดยใช้ธุรกิจคาสิโนเป็นศูนย์กลาง มักอ้างถึงผลด้านบวกที่เน้นมิติทางเศรษฐกิจ (Economic Benefits) เช่น 

• โครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่ถูกพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว 

• เป็นแหล่งจ้างงานขนาดใหญ่ 

• ปริมาณนักท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น 

• คนในพื้นที่มีคุณภาพและมาตรฐานชีวิตที่ดีขึ้น

แต่ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อพิจารณาจากมิติทางสังคม (Social Costs) จะพบผลด้านลบ เช่น

• เขตเศรษฐกิจพิเศษกลายเป็นพื้นที่ยกเว้นทางกฎหมาย เช่น กฎหมายห้ามคนลาวเข้าเล่นการพนันในคาสิโน แต่ร้อยละ 60 ของนักพนันในคาสิโนคิงส์โรมันเป็นคนลาว 

• ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและปัญหาอาชญากรรม เช่น คนติดการพนันจนสิ้นเนื้อประดาตัว การทำร้ายร่างกาย การขายบริการทางเพศ ยาเสพติดการฟอกเงิน เป็นต้น 

• อัตลักษณ์ท้องถิ่นถูกกลืนกลาย เมืองถูกทำให้เป็นจีนเพื่อคนจีน เช่นใช้ภาษาจีนเป็นหลัก ขายสินค้าจีน ใช้สกุลเงินหยวน อ้างอิงเวลาจีน รถยนต์ป้ายทะเบียนจีนวิ่งกันให้ควั่ก แม้แต่สัญญาณโทรศัพท์ยังใช้เครือข่ายของจีนเป็นต้น 

• เมื่อมีประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ ผู้คนที่เคยอาศัยอยู่ต้องอพยพออก บางส่วนพึงพอใจ แต่อีกมากรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกเบียดขับและต้องการที่ดินทำกินคืน เพราะเอาเข้าจริงคนที่ได้ทำงานในเขตเศรษฐกิจพิเศษก็คือแรงงานข้ามชาติโดยเฉพาะจากพม่ากับจีน และคนทำงานในคาสิโนต้องเป็นคนที่พูดภาษาจีนได้เท่านั้น

หลายคนจึงรู้สึกว่า บ้านเดิมของพวกเขาได้กลายเป็น “บ้านของคนจีน” ไปเสียแล้ว