ม้าแข่งเครือข่ายอำนาจ และการพนันในประเทศไทย

โดย ผศ.ดร. รัตพงษ์ สอนสุภาพ

ม้าแข่งเครือข่ายอำนาจ และการพนันในประเทศไทย

การแข่งม้า มีประวัติศาสตร์มายาวนาน เป็นหนึ่งในกีฬาที่นิยมมากที่สุดของอาณาจักรไบเซนไทน์และกรีกโบราณ ในสมัยจักรวรรดิโรมันการแข่งม้าเป็นกีฬาที่นิยมอย่างกว้างขวางของกษัตริย์และขุนนาง ถึงแม้การแข่งม้าจะเป็นส่วนผสมทั้งคนและม้า เป็นกีฬาที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียชีวิตบ่อยครั้ง แต่การแข่งม้าก็ได้รับความนิยมข้ามยุคข้ามสมัยมานานหลายศตวรรษ ในโลกปัจจุบัน ม้าแข่งถูกพัฒนาจนมีสายพันธุ์ที่หลากหลายและผันเข้าสู่วงจรการพนัน

แนวโน้มการแข่งม้าและการพนันม้าแข่งทั่วโลกชะลอตัวลง นับตั้งแต่ปี 2003-2011 และกระเตื้องขึ้นเล็กน้อยในปี 2012 และปี 2014

 

{#TG14-61.jpg}

 

เมื่อพิจารณาจากวงเงินการพนันม้าแข่งที่ถูกกฎหมายทั่วโลก ในปี 2012 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 81,952 ล้านยูโร โดยญี่ปุ่นมีวงเงินการพนันหมุนเวียนสูงสุด คือมีมากถึง 26,032 ล้านยูโร ตามด้วยออสเตรเลีย ฝรั่งเศส ฮ่องกง และสหรัฐอเมริกา ส่วนในปี 2014 มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 95,188 ล้านยูโร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ16.2 โดยญี่ปุ่นมีวงเงินการพนันหมุนเวียนสูงสุดคือมีมากถึง 19,808 ล้านยูโร ตามด้วยออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร ฮ่องกง และฝรั่งเศส ขณะที่สหรัฐอเมริกาตามมาเป็นอันดับ 6 ด้วยมูลค่า 8,691 ล้านยูโร

 

{#TG14-62.jpg}

หากจำแนกวงเงินการพนันม้าแข่งที่ถูกกฎหมายตามภูมิภาคทั่วโลก พบว่า ตลาดเอเชียถือเป็นตลาดการพนันม้าแข่งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดของโลก โดยมีสัดส่วนถึงร้อยละ 58

 

{#TG14-63.jpg}

 

สำหรับประเทศไทย การแข่งม้าและการพนันแข่งม้าประสบกับภาวะชะลอตัวเช่นเดียวกับทั่วโลก แม้ว่าการแข่งม้ามีลักษณะผูกขาดคล้ายๆ กับสลากกินแบ่งรัฐบาล แต่เข้าถึงได้ยากกว่า อัตราการเสียภาษีของการจัดแข่งม้าค่อนข้างสูงและซํ้าซ้อน มีกรอบกฎหมายที่กำหนดให้ปฏิบัติที่เข้มงวดกว่า และเปิดช่องให้เกิดการกระทำผิดกฎหมายโดยกลุ่มผู้มีอำนาจวงในที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจฟาร์มม้าแข่ง

 

เครือข่ายอำนาจ

การแข่งม้าในประเทศไทยมีต้นกำเนิดมาจากสถาบันชั้นสูง รัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 6 ทรงจัดตั้งราชกรีฑาสโมสรและราชตฤณมัยสมาคมฯ และสนามแข่งม้าในต่างจังหวัดอีก 8 สนาม ล้วนเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับนายทหารระดับสูงที่มีอำนาจทั้งสิ้นเมื่อมองในเชิงประวัตศาสตร์แล้ว การจัดแข่งม้าในประเทศไทยอาจแบ่งออกเป็นสามช่วง คือ

ช่วงแรก ช่วงที่ประเทศปกครองแบบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งราชกรีฑาสโมสร หรือสนามฝรั่ง เพื่อเป็นสถานพักผ่อนบันเทิง คบหาสมาคมกันแต่อยู่ในวงจำกัดเฉพาะชาวต่างชาติเป็นหลักเท่านั้น ต่อมารัชกาลที่ 6 ทรงมีพระบรมราชานุญาตให้ตั้งราชตฤณมัยสมาคมฯ หรือสนามม้านางเลิ้งขึ้นเพื่อให้บริการแข่งม้าสำหรับคนไทย

ช่วงที่สอง ช่วงการเมืองประชาธิปไตยขยายตัว สนามม้าแข่งขยายตัวไปตามหัวเมืองสำคัญในส่วนภูมิภาค โดยระยะแรกของช่วงนี้สนามม้าแข่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในเขตทหารและบริหารจัดการแข่งขันโดยกลุ่มนายทหาร มีอย่างน้อย 6 สนาม ได้แก่ เชียงใหม่ นครราชสีมา อุดรธานี ขอนแก่น มหาสารคาม และร้อยเอ็ด 

ช่วงที่สาม ช่วงการปรับตัวเพื่อความอยู่รอดของสนามม้าแข่งและกลุ่มผู้จัดทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค สนามม้าหลายแห่งในส่วนภูมิภาคถูกเปลี่ยนมือไปทั้งในแง่ความเป็นเจ้าของและสิทธิในการบริหารจัดการ บางส่วนถูกถ่ายโอนให้ภาคเอกชนบริหารจัดการหรือเป็นเจ้าของสนามไปเลย จนกระทั่งปัจจุบัน สนามม้าแข่งนครราชสีมาบริหารจัดการโดยกลุ่มนายทหาร สนามม้าแข่งขอนแก่นบริหารจัดการโดยองค์การบริหารส่วนจังหวัด สนามม้าแข่งอุดรธานีและร้อยเอ็ดบริหารจัดการโดยภาคเอกชน สนามม้าแข่งเชียงใหม่บริหารจัดการโดยกลุ่มนายทหาร สำหรับมหาสารคามปัจจุบันปิดดำเนินการแล้ว

จึงเป็นไปได้ว่า โครงสร้างกลุ่มบุคคลที่เป็นเจ้าของคอกแข่งม้าในประเทศไทยน่าจะเชื่อมโยงสัมพันธ์กันในเชิงอำนาจระหว่างการเมือง-ธุรกิจ-สถานะทางสังคม โดยมีการแข่งม้าและสนามม้าเป็นสถานที่พบปะ แลกเปลี่ยน เจ้าของคอกม้าในส่วนภูมิภาคส่วนใหญ่เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์และสมาชิกสามัญของสนามม้านางเลิ้งแทบทั้งสิ้น เช่น

{#TG14-64.jpg}

 

ดังนั้น สนามม้านางเลิ้งจึงไม่เพียงเป็นศูนย์กลางของอำนาจทางเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมที่ร่วมสมัยของประเทศเท่านั้น แต่ยังถือเป็นศูนย์กลางเชื่อมโยงสนามแข่งม้าเครือข่ายอื่นอีก 7 แห่งอีกด้วย ซึ่งโครงสร้างธุรกิจแข่งม้าเป็นกิจกรรมของกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มเฉพาะพวก ที่ดำเนินการจัดให้มีการแข่งขันและสืบทอดกิจการนี้ไว้ให้คงดำรงอยู่ภายในกลุ่มแต่จะมีกลุ่มพ่อค้า-นักธุรกิจเข้ามาเพื่อสร้างสายสัมพันธ์ด้วย เพราะมีเป้าหมายเพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจให้แก่ตน รวมทั้งการคุ้มครองในการดำเนินธุรกิจและกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งปฏิสัมพันธ์นี้อาจนำไปสู่การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ต่างตอบแทนของระบบพวกพ้อง

 

ประมาณการวงเงินการพนันม้าแข่งในประเทศไทย

การพนันม้าแข่งมี 2 ส่วน ส่วนแรก การพนันม้าแข่งถูกกฎหมาย หมายถึง การเล่นพนันตามรูปแบบที่สมาคมฯ กำหนดให้ และถ้ามีรายได้จากการเล่นการพนันจะต้องเสียภาษีในอัตราที่ทางราชการกำหนด และส่วนที่สอง การพนันม้าแข่งที่ลักลอบเล่นกันโดยไม่ผ่านระบบที่สมาคมฯ จัดให้ เป็นการเล่นพนันผิดกฎหมาย

ข้อมูลจากเอกสารสำคัญและการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการณ์ พบว่า มูลค่าหรือประมาณการวงเงินการพนันม้าแข่งจะสัมพันธ์โดยตรงกับจำนวนคนเข้าสนามแข่งม้าและเงินหมุนเวียนในการแข่งม้าแต่ละนัด (หรือแต่ละวัน) โดยคนเข้าสนามส่วนใหญ่จะเป็นคนกลุ่มเดิมๆเวียนไปตามสนามแข่งม้าต่างๆ และคนที่เข้าสนามแข่งม้าจำนวนหนึ่งไม่ได้เล่นการพนัน

ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีคนเข้าสนามเฉลี่ย 9,000-15,000 คนต่อนัด แต่ละนัดมีเงินการพนันหมุนเวียนอยู่ระหว่าง 80-100 ล้านบาท หากรอบหนึ่งปีมีการแข่งม้า 48 นัด จะมีเงินการพนันหมุนเวียนประมาณ 3,800-4,800 ล้านบาท

ส่วนต่างจังหวัด จำนวนคนเข้าสนามมีค่อนข้างน้อย 1,500-2,000 คนต่อนัด ผู้มีประสบการณ์ประเมินว่า ยอดเงินหมุนเวียนจากการพนันม้าแข่งในต่างจังหวัด 5 สนาม เฉลี่ยต่อนัดเป็นเงิน 5-10 ล้านบาท หากรอบหนึ่งปีมีจำนวนการแข่งม้า 60 นัด จะมีเงินการพนันหมุนเวียนประมาณ 1,500-3,000 ล้านบาท

ดังนั้น ประมาณการวงเงินหมุนเวียนของการพนันม้าแข่งทั้งประเทศ ประมาณ 5,300-7,800 ล้านบาทต่อปี และคาดว่าเงินกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินนี้เป็นการพนันนอกระบบ

ผู้ประกอบการและผู้มีประสบการณ์ทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเห็นพ้องต้องกันว่าการลักลอบเล่นการพนันม้าแข่งนอกระบบมีสัดส่วนสูงเพราะ “โครงสร้างภาษีซํ้าซ้อนและสูงเกินไป” เมื่อผู้เล่นแทงถูกจะต้องเสียภาษีไม่ตํ่ากว่า 3 ประเภท คือ ภาษีรายได้หัก ณ ที่จ่ายร้อยละ 5 ภาษีมูลค่าเพิ่มร้อยละ 7 และภาษีสรรพาสามิตรร้อยละ 20 ของเงินรายได้จากการพนันทั้งหมด ด้วยเหตุนี้ กลุ่มผู้มีอิทธิพล คนมีสี นักการเมือง นักธุรกิจจำนวนหนึ่ง จึงร่วมกันเป็นเจ้ามือรับแทงพนันแข่งม้าเสียเอง การทำผิดกฎหมายจึงเกิดขึ้นและดำรงอยู่สืบเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน