รณรงค์หยุดพนัน แต่ไม่พูดเรื่องพนัน

โดย ลุงป๊อป

รณรงค์หยุดพนัน แต่ไม่พูดเรื่องพนัน

{#camp19-img21.png}

ด้วยเหตุที่การพนันเป็นสิ่งที่มีความเย้ายวน  มีรางวัลล่อใจ  มีการลุ้นที่กระตุ้นให้สนุกสนานตื่นเต้น  และมีความเพลิดเพลินจากการได้สังสรรค์กับเพื่อน  จึงเป็นทางที่น่าเลือกของคนที่ชื่นชอบด้านนี้  แต่ก็อย่างที่รู้ๆ กันว่า  หากเล่นพนันเพียงแค่ขำๆ ซื้อความสนุกแค่ชั่วครั้งชั่วยาม ก็คงไม่เป็นไร  แต่หากเล่นแบบหวังได้เงินจริงๆ จังๆ อาจนำความเสียหายมาได้ ... กลายเป็นถูกการพนันเล่น ไม่ใช่เล่นการพนัน 

สิ่งหนึ่งที่น่าสังเกตคือ คนที่เลือกสายนี้มักจะไม่ค่อยคิดถึง “โอกาสในการเสียพนัน”   พวกเขามักจะมองว่ามีโอกาสจะชนะพนันมากเกินกว่าที่เป็นจริง  และมักจะไม่เคยคิดถึงผลกระทบที่อาจจะมีตามมาว่า “ฉันจะเป็นคนที่เสียพนันจนต้องเอาทรัพย์สินหรือของมีค่าไปจำนำ หรือต้องไปกระทำความผิดอื่นๆ”  ถามว่า “จริงๆ แล้วเขารู้ไหมว่าการเล่นพนันอาจนำมาซึ่งความเสียหาย?”  คำตอบคือ “รู้!”  แต่เขาไม่คิดว่า “คนๆ นั้นจะเป็นเขา" จินตนาการของเขา ณ ขณะนั้นยังไปไม่ถึง 

 

ทำอย่างไรจึงจะทำให้เกิดการยั้งคิดไตร่ตรอง?

หากเราคาดหวังว่า เพียงแค่การรณรงค์ด้วยคำพูด ภาพและเสียง ที่ยิงสู่ผู้คนด้วยความถี่มากๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมของเขาได้  มันอาจจะใช่ สำหรับคนที่มีฐานความความเชื่อเช่นนั้นอยู่แล้ว เขาอาจจะกลายเป็นพวกเราได้ไม่ยาก  แต่สำหรับคนที่คิดต่าง คิดในอีกทางหนึ่ง เขามักจะมีแรงต่อต้านต่อการรณรงค์สื่อสารที่พยายามไปบอกเขา  เราจึงต้องหาทางอื่นที่หลีกเลี่ยงการไป “หักดิบ” ความคิดความเชื่อของผู้คน  แต่ต้อง “ค่อยๆ รุน” ให้เขาเปลี่ยนใจมาเห็นคล้อยตามกับเรา

 

การเรียนรู้สำคัญกว่าการรณรงค์

การรณรงค์คือการช่วยสร้างกระแสให้เกิดความสนใจและตื่นตัว  แต่การสร้างการเรียนรู้จะเป็นสิ่งทะลุทะลวงไปสู่การเปลี่ยนแปลงทัศนคติและพฤติกรรม ... หากว่าเราทำสำเร็จ

นี้คือการต้องทำงานรณรงค์หยุดพนัน 2 ระดับ  ในเชิงกว้างเราต้องสร้างการรณรงค์ให้เกิดการรับรู้  ในเชิงลึกเราต้องสร้างการเรียนรู้ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง

 

{#camp19-img23.jpg}

{#camp19-img22.jpg}

 

“๙สู่ชีวิตพอเพียง” : บทเรียนการรณรงค์หยุดพนันด้วยศรัทธา กระบวนการเรียนรู้ และการรณรงค์

ด้วยความรักความผูกพันที่คนไทยมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9  และในห้วงยามของความโศกเศร้าครั้งใหญ่ที่สุดของปวงชนชาวไทย  เป็นช่วงเวลาที่คนไทยอยากกระทำทุกอย่างที่แสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อพระองค์  นำมาสู่การพัฒนาโครงการรณรงค์ที่ชื่อว่า “๙สู่ชีวิตพอเพียง”  เพื่อชักชวนให้คนไทยใช้ชีวิตตามแนวทางปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อถวายเป็นปฏิบัติบูชาต่อในหลวงรัชกาลที่ 9  โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ครอบครัวใช้ชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และหลีกเลี่ยงอบายมุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพนัน   

องค์ประกอบของโครงการ ประกอบด้วย 

หนึ่ง ชุดความรู้เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตตามแนวทางของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยแบ่งเนื้อหาเป็น 5 หัวเรื่อง คือ หลีกเลี่ยงอบายมุข (เน้นที่ตัวการพนัน) - สุขกับบัญชีครัวเรือน - เตือนตนให้เป็นนักผลิต - หมั่นเก็บออมอยู่เป็นนิจ - ติดอาวุธความคิดเป็นประจำ

สอง ทีมสร้างกระบวนการเรียนรู้ โดยอาศัยหน่วยสร้างการเรียนรู้ครอบครัว ซึ่งเป็นเครือข่ายที่ทำงานกับกลุ่มเป้าหมายครอบครัวในจังหวัดต่างๆ 10 จังหวัด กระจายตัวอยู่ทั่วทุกภาค  และสร้างการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้อย่างมีส่วนร่วม (Participatory Learning – PL) ให้ผู้เข้าร่วมได้ “ระเบิดจากข้างใน” จากการได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ชีวิต ร่วมอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เติมเต็มด้วยแนวคิดจากทีมวิทยากรและสื่อประกอบต่างๆ แล้วสนับสนุนให้นำบทเรียนที่ได้จากเวทีการเรียนรู้ไปประยุกต์ใช้ในชีวิตครอบครัว

ด้วยความเชื่อที่ว่า คนไทยรักและศรัทธาต่อในหลวงรัชกาลที่ 9  ฉะนั้น หากชวนกันทำเรื่องดีๆ ใดๆ ถวายให้ในหลวง  คนไทยจะทำ  และเชื่อว่าการมีกระบวนการเสริมแรงพฤติกรรม ด้วยกระบวนการกลุ่มร่วมเรียนรู้ และมีคณะทำงานคอยติดตามให้กำลังใจในพื้นที่  สองอย่างนี้ถือเป็นปัจจัยความสำเร็จที่สำคัญ

{#camp19-img24.png}

 

ผลลัพธ์เชิงประจักษ์ คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับชีวิตและครอบครัว

จากการเก็บเกี่ยวเรื่องราวของบุคคลที่เข้าร่วมโครงการ 50 กรณีที่โดดเด่นจากคณะทำงาน 10 จังหวัด  พบผลลัพธ์ที่น่าสนใจใน 2 ลักษณะ 

ลักษณะที่หนึ่ง สำหรับครอบครัวที่ไม่ได้มีชีวิตเกี่ยวข้องกับการเล่นพนันอยู่แล้ว จำนวนไม่น้อยจะปวารณาตัวใช้ชีวิตอย่างพอเพียงมากขึ้น พึ่งตนเองให้มากพึ่งตลาดให้น้อย อะไรที่ปลูกกินเองหรือทำเองได้ก็ลงมือทำอะไรที่ไม่จำเป็นต้องซื้อหาก็ลดการใช้จ่ายลง

ลักษณะที่สอง สำหรับครอบครัวที่เคยมีปัญหาการเข้าไปข้องเกี่ยวกับการพนัน  โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “หวยใต้ดิน” ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่มากของชาวบ้านในชุมชนต่างๆ ที่มักมีอาการ “ติดหวย” ต้องซื้อหวยเป็นประจำแทบทุกงวด และหลายรายซื้อครั้งละมากๆ นำมาสู่การเบียดเบียนเงินทองของครอบครัวที่ควรถูกนำไปใช้จ่ายในด้านอื่นๆ ที่สำคัญกว่า กลับละลายหายไปกับการซื้อหวยอย่างทุ่มเทความหวัง ทั้งๆ ที่มีความหวังได้เพียงน้อยนิดเท่านั้น

 

เรื่องเล่าของ “พี่เสนาะ” แม่บ้านคนหนึ่งที่เข้าร่วมโครงการ น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดี  

พี่เสนาะเล่าว่า  ตัวเองชื่นชอบการเล่นหวยเป็นชีวิตจิตใจ  เล่นต่อเนื่องมานานนับสิบปี  จากการแทงหวยทีละนิดๆ  กลายเป็นนักเล่นหวยมือเติบที่แทงงวดละนับพันไปถึงหมื่น  เมื่อพี่เสนาะเล่นแรงขนาดนี้ผลกระทบจึงมีตามมา  ลูกๆ เริ่มเอ่ยปากตักเตือน  สามีเริ่มมีปฏิกิริยา  และพี่เสนาะก็ “ทราบแล้ว แต่ไม่เปลี่ยน”  

เหตุการณ์เดินทางมาจนถึงจุดที่สามีของพี่เสนาะอดรนทนไม่ได้ต่อพฤติกรรมการเล่นหวยจนเลยเถิดของพี่เสนาะ ผู้เป็นแม่ของบ้าน เป็นศูนย์กลางลมหายใจของครอบครัว และเอ่ยปากยื่นคำขาดว่า “หากเหนาะยังเล่นหวยมากขนาดนี้ พี่ขอหย่า!”

สถานการณ์ลุกลามจนคณะทำงานโครงการ “๙สู่ชีวิตพอเพียง” เห็นว่า น่าเป็นห่วง จึงขอเข้าไปห้ามทัพ  แยกพี่เสนาะออกมาจากที่บ้าน  หยุดสามีให้อยู่ ณ ที่เดิม  และชักชวนให้ทั้งสองได้ใคร่ครวญไตร่ตรอง  เวลาผ่านไปไม่กี่วัน  ความรักความผูกพันที่สามีภรรยามีต่อกันก็ทำงาน  พี่เสนาะตกลงปลงใจประกาศเลิกเล่นหวยต่อหน้าสามี  ผลตอบรับคือ พี่เสนาะเล่าให้ฟังด้วยสีหน้าและรอยยิ้มที่มีความสุขว่า “เขาบอกว่าเหมือนได้ภรรยาคนใหม่เลย” และยังได้ของแถมจากสามีอีกว่า “เมื่อเหนาะยอมเลิกเล่นหวย พี่ก็จะยอมเลิกดื่มเหล้า” นี่คือความสุขสองเด้งที่ครอบครัวได้รับ

นี้คือความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจาก มีการรณรงค์ในพื้นที่ มีคณะทำงานไปจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และมีกระบวนการติดตามผลในชุมชน  ถึงวันนี้พี่เสนาะคือคนต้นแบบของโครงการผู้เปลี่ยนตนเองจากผู้เล่นพนันมาเป็นผู้ร่วมรณรงค์หยุดพนัน 

ด้วยพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9  ด้วยองค์ประกอบของโครงการที่สมเหตุสมผล  จึงทำให้โครงการ “๙สู่ชีวิตพอเพียง” สำเร็จเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง  และน่าจะเป็นตัวอย่างของการรณรงค์หยุดพนันที่พูดเรื่องหยุดพนันน้อยมาก  แต่สร้างการเปลี่ยนแปลงได้จริง