ทีมเฉพาะกิจเธียร์เตอร์ สร้างสรรค์ละครหรรษา ปลูกต้นกล้าห่างไกลพนัน

โดย CGS Team

ทีมเฉพาะกิจเธียร์เตอร์ สร้างสรรค์ละครหรรษา ปลูกต้นกล้าห่างไกลพนัน

พูดคุยกับลูกพ่อขุน หนึ่งเมล็ดพันธุ์จากกลุ่มละครรณรงค์ นายสุกฤต อ่องชาติ หรือ พี่กิต ซึมซับกิจกรรมละครตั้งแต่เรียน ม.4 ทำให้เลือกเรียนคณะเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน และอีกหนึ่งเมล็ดพันธุ์จากรั้วพ่อขุน นางสาวบุปผชาติ ตรีพล หรือ พี่เหมียว เรียนรู้ชีวิตจนค้นพบฝันระหว่างเรียนสาขาสื่อสารมวลชน คณะมนุษยศาสตร์ 

ทั้งสองร่วมกิจกรรมเล่นละครรณรงค์ตั้งแต่สมัยเรียนอยู่ในรั้วมหาวิทยาลัยรามคำแหง และต่อมาได้ร่วมกันสร้างสรรค์งานละคร งานศิลป์ การแสดง กิจกรรม และกระบวนการ เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนรณรงค์ทางสังคม ในนาม “ทีมเฉพาะกิจเธียร์เตอร์”

 

ทีมเฉพาะกิจเธียร์เตอร์ทำอะไร?

พี่กิต :  ทีมเฉพาะกิจเธียเตอร์มีหน้าที่ช่วยส่งเสริมและสนับสนุนงานรณรงค์ของเครือข่ายโดยใช้ละครเป็นเครื่องมือสื่อสาร เนื่องจากผมโตมาจากกิจกรรมละครรณรงค์ ผมเชื่อว่าละครมันใช้ได้ผลจริงๆ มันเป็นเครื่องมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงให้คนได้จริงๆ ผมกับเหมียวจึงเข้ามาทำงานตรงนี้ 

เราทำกลุ่มละครแบบเฉพาะกิจ ช่วยตอบโจทย์การสนับสนุนงานรณรงค์ของเครือข่ายเป็นเรื่องๆ  นักแสดงที่มาร่วมกับเราก็เป็นพี่ๆน้องๆ ที่ทำงานในสายรณรงค์ร่วมกัน

 

แล้วมารวมตัวกันได้ยังไง?

พี่กิต :  ตอนผมอยู่ ม.4 มีพี่ๆ กลุ่มละครรณรงค์มาจัดกิจกรรมละครเร่ที่โรงเรียน แล้วดึงน้องๆ จากโรงเรียนต่างๆ มาเป็นเครือข่าย ผมเป็นหนึ่งในนั้น มันบ่มเพาะและมีส่วนทำให้ผมตัดสินใจเลือกเรียนคณะเทคโนโลยีการสื่อสารมวลชน พอเรียนจบมหาวิทยาลัยผมไปทำงานบริษัทเอกชน ทำได้สักระยะก็ออกมาทำงานเป็นนักแสดงอิสระ จนพี่อั๋น (นายชูวิทย์ จันทรส) ชวนให้มาทำงานรณรงค์ ผมกับเหมียวเลยตั้งกลุ่มละครด้วยกัน

พี่เหมียว : ส่วนเหมียวตอนเรียนมหาวิทยาลัย เหมียวเคยทำงานหลายอย่าง เช่น พนักงานเสิร์ฟ เป็นพริตตี้ เป็นเอ็มซี จนกระทั้งมีโอกาสไปทำงานค่าย ได้ทำงานกับเด็กๆ เหมียวชอบมาก เพราะเป็นทำงานที่ได้พัฒนาศักยภาพตัวเองในหลายๆด้าน ก็เลยพลิกมาทำตรงนี้ 

พอออกมาทำตรงนี้แล้ว รู้สึกว่าได้เจองานใหม่ๆ มีโจทย์ใหม่ๆ ท้าทายให้ได้แก้ จึงรู้สึกสนุก และมันไปหล่อเลี้ยงจิตใจ รู้สึกว่าได้อะไรมากกว่าการทำงาน แม้จะมีรายได้ลดลงแต่มีความสุขมาก

 

{#camp19-img31.jpg}

 

รายได้น้อย แต่มีความสุขมาก ?

พี่เหมียว : ค่ะ งานที่เคยทำเมื่อก่อนเหมียวได้รายได้เยอะพอสมควร แต่มาทำตรงนี้รายได้ก็ลดลงไปมาก ต้องใช้เงินเก็บของตัวเอง ก็มีช็อทนิดหน่อย แต่ถ้าเรารู้จักบริหารเงิน โดยการเก็บก่อนใช้ มีน้อยก็ใช้น้อย ก็อยู่ได้นะคะ

พี่กิต :  ผมคิดเสมอว่างานที่ทำยังไงก็ต้องได้ผลตอบแทน คนที่ใช้ชีวิตไม่เหมือนกับพวกเรา บวกลบคูณหารเรื่องเงินแล้วอาจจะรู้สึกว่ามันไม่คุ้ม แต่ผมมองว่าเงินเป็นแค่ผลพลอยได้ ผลตอบแทนจริงๆ คือสิ่งที่เราทำ 

เราไปอบรมละครเพื่อให้เด็กเอาไปใช้รณรงค์ มันคือการทำให้เด็กได้รู้จักผลกระทบ ผู้คนที่ได้ดูละครรู้ว่าตอนนี้สังคมเกิดปัญหาอะไร สุดท้ายแล้วสิ่งที่เขาได้รับสามารถเอาไปพัฒนาต่อยอดสำหรับชีวิตเขาได้ ผมคิดว่าตรงนี้คือผลตอบแทนที่ได้ มันสำคัญกว่าเงินที่ได้กลับมาครับ

พี่เหมียว : ใช่ค่ะ เหมียวกับกิตคิดแบบนี้ ถึงมาทำงานรณรงค์ด้วยกัน

 

เริ่มทำงานรณรงค์หยุดพนันตอนไหน ทำยังไง?

พี่เหมียว : เรารู้จักกันและได้ทำละครรณรงค์ด้วยกันมาประมาณ 8 ปีแล้ว   และเมื่อ 4 ปีก่อน พี่ๆ ให้มาช่วยทำละครรณรงค์เรื่องงดเหล้า เราก็ชวนน้องๆ ที่รู้จักมาช่วยกันทำ กิตเป็นคนทำบท เหมียวเป็นคนดูภาพ 

ต่อมาเราเริ่มทำเป็นโครงการ ช่วยสนับสนุนงานของพี่ๆ เครือข่ายงดเหล้า แล้วก็มาช่วยงานพี่ๆ เครือข่ายหยุดพนัน เช่นประเด็น “เกิน 80 บาท ไม่ซื้อ” เราช่วยคิดเรื่องการแสดงที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็ช่วยอบรมการทำ road show ให้น้องๆเด็กรุ่นใหม่ไม่พนัน

 

{#camp19-img32.jpg}

 

แล้วละครรณรงค์หยุดพนันกับเด็กอนุบาล

พี่เหมียว :  กลางปีที่แล้วพี่ป๊อบ (นายธนากร คมกฤส) ที่มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน ชวนเรามาทำละครกับเด็กเล็ก เหมียวสนใจมาก เมื่อก่อนเหมียวเคยทำละครกับเด็กปฐมวัย แต่เป็นประเด็นอื่น เหมียวรู้ว่าละครเป็นเครื่องมือที่ใช้ได้ดีมากกับเด็กอนุบาล เพราะมันสอดคล้องกับการเรียนรู้ของเด็กและความชอบของเด็กด้วยค่ะ

พี่กิต :  ตอนนั้นผมกับเหมียวเห็นที่เครือข่ายมีหนังสือนิทานชุด “พลังจิตใต้สำนึก หนูน้อยใจเข้มแข็ง ไม่เอาพนัน” พออ่านแล้วเราว่ามันใช้ได้ เราเลยตัดสินใจเลือกเอาเรื่อง หนูน้อยแก้มแดง มาทำเป็นละคร เพราะมันมีองค์ประกอบครบ คือ มีตัวละครหลักเป็นวัยใกล้เคียงกับกลุ่มเป้าหมายที่เราไปแสดง ทำให้เด็กมีความสนใจและเอาใจช่วยตัวละคร ซึ่งตัวละครหลักมีภารกิจที่จะต้องนำขนมไปให้คุณยาย ขนมจึงเป็นของมีค่าที่ต้องรักษา แล้วก็มีเนื้อหาที่ทำให้เด็กเห็นถึงการสูญเสียจากการเล่นพนันถึง 3 ครั้ง  มันเป็นเรื่องราวที่สามารถนำมาต่อยอดเป็นละครที่มีเนื้อหาให้เด็กได้ตัดสินใจเลือกด้วยตนเอง ฝึกปฏิเสธการเล่นพนันโดยใช้เหตุผลวิเคราะห์ผลดีผลเสียจากการกระทำของตนเอง

 

มันไม่เร็วไปหรือ ทำงานรณรงค์เพื่อให้เด็กอนุบาลวิเคราะห์ผลดีผลเสียจากการเล่นพนัน 

พี่กิต : มีพี่หลายคนถามผมแบบนี้เลย ทำงานรณรงค์เรื่องพนันกับเด็กเล็ก ไปทำอะไร ผมตอบว่าทำละคร พี่ก็ถามว่ามันจะได้ผลเหรอ

หลายคนมองว่าการทำงานกับเด็กเล็กเป็นเรื่องง่ายๆ ไม่น่าสนใจ ผมอยากบอกว่า ใช่ครับรูปแบบมันง่าย ทำงานกับเด็กเล็กต้องทำให้ง่ายๆ เข้าไว้ก่อน  แต่เนื้อหาข้างในมันยาก มันละเอียดอ่อนมากนะครับ

พี่เหมียว : เหมียวยืนยันว่าไม่เร็วเกินไปค่ะ อันที่จริงมันเป็นช่วงอายุที่เหมาะสม การทำตอนนี้เป็นกิจกรรมเชิงรุกก่อนที่จะเกิดพฤติกรรม มันเป็นการสั่งสม มันเป็นการฝังชิพให้กับเด็ก และจะติดตัวเขาไปตลอดชีวิต ถ้าทำหลังจากนี้อาจจะสายเกินไปค่ะ 

 

ทำให้ง่ายๆ เพื่อฝังชิพให้เด็ก เป็นยังไง?

พี่เหมียว : เราเลือกใช้นิทานเรื่องเดียว แต่ทำ 2 รอบ โดยเปลี่ยนเครื่องมือในการนำเสนอ ครั้งแรกเราเล่นละครหุ่นให้เด็กดู โดยนำเสนอเรื่องราวไปตามหนังสือนิทาน ซึ่งเด็กจะยังไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจของตัวละคร รูปแบบกิจกรรมเริ่มจากกิจกรรมก่อนนำเข้า 15 นาที การแสดง 20 นาที และเกมท้ายละคร 15 นาที 

พี่กิต : ตอนละครจบ เราจะมีกิจกรรมเกมที่เชื่อมโยงกับละครเพื่อทบทวนให้เด็กจำได้ เช่นให้ดูว่าตัวละครไหนคู่กับอุปกรณ์อะไร จบแล้วเราก็มอบหนังสือนิทานให้เด็กๆ ห้องละ 10 เล่ม พร้อมกับคู่มือคุณครู เพื่อให้คุณครูนำไปทำกิจกรรมต่อเนื่อง เอาหนังสือนิทานไปเล่าให้เด็กฟัง  และก็มีสื่อรณรงค์ให้เด็กๆ เอาไปให้คุณพ่อคุณแม่แปะที่บ้าน

พี่เหมียว : ครั้งที่สองเราเปลี่ยนเป็นละครคนแสดง เด็กจะได้มีส่วนร่วมตัดสินใจด้วย เช่นตอนที่พี่ตุ๊กแกชวนเล่นทายใบไม้แลกกับขนมไข่ ตัวละครหนูน้อยแก้มแดงจะถามเด็กๆ ว่า เพื่อนๆ ช่วยแก้มแดงตัดสินใจหน่อยว่าแก้มแดงจะเล่นทายใบไม้กับพี่ตุ๊กแกหรือว่าไม่เล่น” เด็กส่วนใหญ่จะตอบว่าไม่เล่น เราจะเห็นเลยว่าเด็กรู้ว่าถ้าเล่นพนันจะต้องเสียแน่นอน เด็กๆ จะพยายามบอกตัวละครว่าไม่เล่นๆ ต่อให้หลอกล่ออย่างไรก็ไม่เล่น 

 

{#camp19-img33.jpg}

 

เสียงตอบรับจากคุณครูเป็นอย่างไรบ้าง?

พี่เหมียว : คุณครูบอกว่าเด็กๆ ชอบนิทานหนูน้อยแก้มแดงมาก ขอให้ครูอ่านให้ฟังทุกวันเลย 

พี่กิต : ต้องอธิบายก่อนนะครับว่า เรามีความตั้งใจตั้งแต่แรกว่าจะให้หนังสือนิทานเป็นพระเอก กิจกรรมของเราเป็นกิจกรรมส่งเสริมให้เด็กอยากอ่านหนังสือนิทานที่มีเนื้อหาเรื่องพนัน การที่เด็กๆ สนใจหนังสือนิทาน ขอให้คุณครูอ่านหนังสือนิทานให้ฟัง แปลว่า “สาร” (message) หรือเรื่องราวที่เราอยากสื่อถึงเด็ก ได้ลงไปถึงตัวเด็กมากขึ้นแล้ว 

 

แปลว่ามันได้ผล ต่อไปเด็กๆ จะไม่อยากเล่นพนันเลยใช่ไหม?

พี่กิต : กิจกรรมละครมีเป้าหมายที่จะเสริมสร้างความมั่นใจให้กับเด็ก ทำให้เด็กมั่นใจในการตัดสินใจของเขาว่า “ฉันรู้จักเรื่องราวแบบนี้ และฉันสามารถตอบเรื่องราวแบบนี้ได้ถูกต้อง”

พี่เหมียว : ตอนทำกิจกรรม เราไม่ได้มองแค่ว่าเด็กสามารถตอบได้หรือไม่ได้ แต่เรามองหลายอย่าง เช่น เด็กมีสมาธิจดจ่อไหม เด็กสามารถจำเรื่องราวแล้วนำไปใช้ได้ไหม มีการยับยั้งชั่งใจไหม คือทุกกิจกรรมที่ทำจะช่วยพัฒนาทักษะของเด็ก

พี่กิต : เราไม่ได้บอกตรงๆ ว่า เรื่องนี้คือการพนัน แต่จะมีคีย์เวิร์ดหรือคำสำคัญคือ “ช่วยกันรักษาขนมไข่ของแก้มแดงให้ไปถึงคุณยายนะ” กิจกรรมออกแบบให้เด็กได้เรียนรู้ว่าขนมไข่คือสิ่งสำคัญ เราต้องรักษาสิ่งสำคัญไว้ให้ได้ ต่อให้ตัวละครหลอกล่ออย่างไรเด็กก็จะเลือก “ไม่เล่น” 

พี่เหมียว : ธรรมชาติของเด็กชอบสิ่งที่ทำซ้ำๆ เพราะสามารถเดาเหตุการณ์ข้างหน้าได้ว่าจะเกิดอะไร พอเดาได้ว่าทำอย่างนี้ดีหรือไม่ดี ทำแล้วจะได้รับผลแบบนี้นะ มันจะเสริมสร้างความมั่นใจให้เด็ก ต่อไปเด็กจะรู้ว่าควรเลือกทำหรือไม่ทำอะไรดี เด็กจะมั่นใจในตัวเองมากขึ้น

กิจกรรมที่ทำช่วยพัฒนาทักษะที่เหมาะสมให้กับเด็ก ทำให้เด็กรู้จักการยับยั้งชั่งใจ ไม่ใช่แค่เรื่องการเล่นพนัน แต่จะใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้ด้วย  มันเหมือนกับคนที่ถูกปลูกฝังให้เก็บออมตั้งแต่เล็ก ก็จะเป็นคนเก็บออมอย่างนั้นตั้งแต่เด็กจนโต ในอนาคตถ้าเจอสถานการณ์แบบเดียวกันนี้เค้าก็จะรู้จักยับยั้งชั่งใจ 

 

น่าจะเอาวิธีคิดวิธีการแบบนี้ไปขยาย

พี่กิต : ครับ ผมอยากฝากไปถึงผู้ใหญ่ในสังคมว่า การทำงานรณรงค์กับเด็กในลักษณะนี้ การไปสร้างความตราตรึง สร้างความมั่นใจ ปลูกฝังอะไรบางอย่างให้กับเด็ก ถึงแม้จะเป็นแค่ครั้งหรือสองครั้ง แต่มันจะเป็นสิ่งที่เขาจดจำติดตัวไปตลอดชีวิต เพราะเด็กปฐมวัยสมองพร้อมที่จะรับและฝังชิพจำได้ดีที่สุด ถ้าเราส่งสารแบบง่ายๆ ทำให้เด็กสนใจ ประทับใจมากๆ มันก็จะฝังไปในความทรงจำ 

ผมรู้สึกว่าการเลือกนิทานที่มีเนื้อหาน่าสนใจอยู่แล้วไปขยาย เอาหนังสือนิทานมาจับคู่กับละคร มันได้ผลดีมาก ความสนุกของละครทำให้เด็กๆ ประทับใจและจดจำมันได้ดีมาก