ผิดก็ไม่ใช่ ถูกก็ไม่เชิง: เยาวชนถูกจับกุมด้วยคดีพนัน

โดย ปิ่นวดี ศรีสุพรรณ และ กนกวรรณ มะโนรมย์

ผิดก็ไม่ใช่ ถูกก็ไม่เชิง: เยาวชนถูกจับกุมด้วยคดีพนัน

 

“คิดว่าเดิมพันตีไก่เป็นการพนันบ่”

“บ่ครับ” นายดี (นามสมมติ) เยาวชนผู้รักการชนไก่และรักไก่ชนของเขามาก ตอบคำถามทันทีโดยไม่ต้องหยุดคิด 

ในมุมมองของนายดี “การเดิมพันไก่ชนไม่ใช่การพนัน” อีกทั้งนายดีไม่เคยรู้เลยว่า แม้สนามชนไก่ที่นายดีไปเป็นประจำจะได้รับอนุญาตให้มีการพนันชนไก่ถูกกฎหมาย แต่กฎหมายการพนัน มาตรา 7 กำหนดไว้ชัดเจนว่า ใบอนุญาต(ให้มีการพนัน)ทุกฉบับต้องกำหนดห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์หรือไม่บรรลุนิติภาวะเข้าเล่นด้วย นั่นแปลว่า การเดิมพันหรือการเล่นการพนันของนายดีในสนามชนไก่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย

คำตอบที่ชี้ให้เห็นความเข้าใจไม่ถูกต้องของนายดี สะท้อนภาพความลักลั่นต่อมิติการรับรู้เรื่องการพนันของเยาวชน ทำให้เห็นช่องโหว่ต่อมุมมองเรื่องการพนันที่สังคมไทยจะต้องหันกลับมาทบทวนว่า เราจะสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการพนันทั้งมิติกฎหมายและมิติสังคมวัฒนธรรมเพื่อให้เยาวชนรับรู้และตระหนักถึงผลที่จะตามมาของการพนันได้อย่างไร


โครงการวิจัย “วิถีพนันวัยใส: กรณีศึกษาเด็กและเยาวชนที่ถูกจับกุมด้วยคดีการพนันในภาคอีสาน” พบว่า การรับรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการพนันของเยาวชนมีความหลากหลาย เยาวชนส่วนใหญ่ทราบและเห็นว่าการพนันเป็นสิ่งผิดกฎหมาย แต่บางคนมองว่าการเล่นพนันบางประเภทไม่ใช่เรื่องผิด แม้จะผิดกฎหมาย เป็นเพียงการเล่นพนันเพื่อความสนุกสนานและบางครั้งก็ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ การเล่นพนันไม่เป็นปัญหาถ้าไม่ได้ติดการพนัน ส่วนการถูกจับด้วยคดีการพนันถือว่าเป็นความซวยหรือความโชคร้าย

 

การพนันไม่ใช่เรื่องเสียหาย

ในมิติสังคมวัฒนธรรม เยาวชนส่วนใหญ่ถูกห้อมล้อมด้วยความเชื่อที่ว่า การเล่นการพนันไม่ใช่เรื่องเสียหาย การเล่นพนันเล็กๆ น้อยๆ ใช้เงินไม่มาก เป็นการเล่นเพื่อเข้าสังคม เพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ผู้ปกครองก็ไม่ได้ห้ามปราม และบางคนขอเงินผู้ปกครองไปเล่นการพนันได้ด้วย ตัวอย่างเช่น

• แม่ของนายอีจะคอยตักเตือนลูกไม่ให้ทำสิ่งผิดกฎหมาย เช่นพูดว่า “บักหล่าอย่าไปเฮ็ดแนวบ่ดีเด้อ” (ลูก อย่าไปทำสิ่งที่ไม่ดีนะ) แต่กลับอนุญาตให้ลูกเล่นการพนัน เมื่อลูกขอเงินไปเล่นพนันไฮโลในหมู่บ้านแม่ก็ให้เงิน แม่นายอีคิดว่า ให้เงินลูกเล่นพนันดีกว่าปล่อยให้ไปเกเรหรือทำสิ่งไม่ดี และลูกจะ “เล่นพอเป็นหมู่เขาในงานศพ ถ้าเล่นเงินหมดก็จะเลิก ไม่มาขอเงินไปเล่นอีก” 

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เยาวชนส่วนใหญ่มองว่า การเล่นการพนันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ถ้าไม่ติดการพนัน การเล่นการพนันเพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลินกับเพื่อนเป็นครั้งคราวถือเป็นเรื่องปกติ ดังคำกล่าวของเยาวชนบางคน ตัวอย่างเช่น

• “เวลาว่าง คิดสนุกอยากเล่น ก็จะชวนกันกับเพื่อนเล่นการพนันตรงเถียงนาเป็นประจำ” นายซี (นามสมมติ)

• “เล่นเอาม่วน ได้เงินก็มาแบ่งกันกินคือเก่า” นายเอฟ (นามสมมติ)

• “ไผได้เงินหลายก็มาซื้อสู่หมู่กิน เพราะกินอยู่นำกันอยู่แล้ว” นายจี (นามสมมติ)


{#camp19-img41.jpg}

 

การถูกจับกุมด้วยคดีพนันของเยาวชน

เยาวชนหลายคนเห็นว่า การถูกจับด้วยคดีพนันเป็นความซวยหรือความโชคร้ายของตน เพราะไม่เคยคิดว่าการเล่นพนันหรือการอยู่ในวงพนันจะทำให้ตนเองถูกจับกุมด้วยข้อหา “เล่นการพนัน” โดยเฉพาะเยาวชนที่เพิ่งเล่นการพนันครั้งแรกๆ หรือไม่ได้เล่นการพนันเลย

 

กรณีที่ 1 ย่ามใจ แม่ให้ท้าย

เนื่องจากละแวกบ้านของเยาวชนมีวงไพ่ วงไฮโล มักจะเล่นตามป่า ใต้ต้นไม้ ย้ายสถานที่เล่นการพนันไปเรื่อยๆ ในหมู่บ้าน ผู้ใหญ่เล่นการพนันกันเป็นประจำ และไม่เคยมีใครถูกตำรวจจับกุมด้วยคดีพนัน ทำให้เยาวชนรู้สึกย่ามใจ เล่นการพนันกับเพื่อนบ่อยๆ ที่น่าสนใจ เมื่อเยาวชนถูกจับกุม ทั้งตัวเยาวชนและผู้ปกครองไม่รู้สึกว่าการเล่นพนันเป็นความผิด ตัวอย่างเช่น

• นายยู (นามสมมติ) เล่าว่า “ตอนถูกจับ แม่ไม่ได้ตกใจอะไร แต่ สูน(โกรธ)” แม่บอกตำรวจว่า “ลูกบอกว่า ‘เล่นม่วนๆ กินเหล้ากับเขาซื่อๆ เงินเล่นก็บ่มี’ ที่หมู่บ้านก็มีเล่นตามงานบุญ งานปีใหม่เขาก็ปล่อยกันบ้าง”

 

กรณีที่ 2 ดูเพลินไปหน่อย

เยาวชนที่เข้าไปดูคนเล่นการพนัน (หรืออยู่ในพื้นที่ที่มีการเล่นการพนัน) เพื่อความเพลิดเพลินโดยไม่ได้เล่นการพนัน มักจะไม่ระแวดระวังเมื่อตำรวจเข้าทำการจับกุมคนเล่นการพนัน เพราะมั่นใจว่าตนไม่ได้กระทำความผิด แต่เมื่อถูกจับกุมแล้วก็กลายเป็น “ผู้กระทำความผิด” ทันที ตัวอย่างเช่น

• นางสาวโอ (นามสมมติ) ถูกจับกุมตอนไปนั่งดูผู้ใหญ่เล่นการพนัน เล่าว่า “ไปนั่งเบิ่ง ขะเจ้าบ่ทันได้เล่นตำรวจก็มา เขาเห็นนั่งหัวจุ้มกันเขากะเข้ามาจับ”

• นายคิว (นามสมมติ) ถูกจับกุมตอนเข้าไปดูมวยในช่วงที่ผู้ใหญ่กำลังเล่นพนันมวยตู้ กล่าวว่า “บ่จักว่าเขาสิจับ ก็พากันยืนเบิ่ง เขาก็เลยจับไป”  

 

กรณีที่ 3 ผู้ใหญ่พาซวย

เยาวชนกลุ่มนี้ไม่ได้มีเจตนาที่จะเล่นการพนันหรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับวงพนัน เพียงแต่เข้าไปหาหรือเกี่ยวข้องกับคนที่กำลังเล่นการพนัน ตัวอย่างเช่น

• นางสาวแอล (นามสมมติ) ปกติเป็นคนไม่เล่นการพนัน วันเกิดเหตุแอลไปหาแม่(ที่กำลังเล่นไพ่)เพื่อจะขอเงินไปกินเนื้อย่างกับเพื่อน จึงถูกตำรวจจับกุมพร้อมกับแม่ และ “ตอนนี้แม่ก็ยังเล่นอยู่ แต่ไม่ไปบ่อยเหมือนเมื่อก่อน” 

• นายเจ (นามสมมติ) ไม่เคยเล่นการพนันทุกชนิด วันเกิดเหตุเจนั่งอยู่กับป้าในวงไพ่เพราะอยากกินขนมกล้วยแขก จึงถูกจับกุมพร้อมกับป้า เจบอกว่า “ต่อไปจะบ่เข้าไปใกล้วงไพ่” พ่อของเจเคยเตือนและสั่งห้ามว่า "อย่าไปใกล้เขา ยามเขาเล่นไพ่ เวลาเจ้านาย(ตำรวจ)มา ถึงจะบ่ได้เล่น แต่อยู่ในรัศมีวงไพ่ เขาก็จับไปหมด"

 

{#camp19-img42.jpg}

 

ผิดก็ไม่ใช่ ถูกก็ไม่เชิง

แม้เยาวชนที่ถูกจับกุมด้วยคดีพนันจำนวนหนึ่งจะไม่ได้เล่นการพนัน แต่การอยู่ในสถานที่เล่นพนันทำให้เป็นการยากที่จะพิสูจน์ให้เจ้าหน้าที่ยอมรับได้ว่า “ไม่ได้เล่นการพนัน” เมื่อถูกจับกุมแล้ว เยาวชนก็ต้องเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายตามขั้นตอนปกติ

เยาวชนที่ถูกจับกุมส่วนใหญ่ได้รับการประกันตัว แต่บางคนถูกส่งตัวไปสถานพินิจฯ และเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู เช่น เข้ารับการอบรม ทำกิจกรรมจิตอาสา (อาทิ การกวาดขยะ เป็นต้น) ฯลฯ ในระหว่างนี้เยาวชนจะต้องไม่กระทำผิดซ้ำ และต้องรายงานตัวตามเงื่อนไขหรือแนวทางที่ศาลกำหนด เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้วชื่อของเยาวชนจะถูกนำออกจากบัญชีของผู้ที่เคยต้องคดีอาญา ที่เรียกว่า “จำหน่ายคดี”

ประเด็นที่น่าสนใจคือ เยาวชนคนหนึ่งไม่ได้ไปรายงานตัวตามที่ศาลกำหนด เมื่อรับรู้ว่าการเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูเสร็จสิ้นจะทำให้คดีถูกจำหน่าย (ทำให้ไม่มีประวัติว่าเคยต้องคดี) ได้ให้สัมภาษณ์ว่า “รู้สึกเสียดายและเสียใจที่ไม่ไปรายงานตัวต่อศาล เพราะไม่รู้ว่าจะช่วยให้คดียุติตามกำหนด” 

 

ทลายมายาคติ สร้างมาตรการดูแลเยาวชน

ขณะที่มิติกฎหมายกำหนดห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์หรือไม่บรรลุนิติภาวะเข้าเล่นการพนัน แต่มิติสังคมวัฒนธรรมมีความเชื่อว่า การเล่นพนันเล็กๆ น้อยๆ ใช้เงินไม่มาก เพื่อเข้าสังคม หรือเพื่อความสนุกสนาน เพลิดเพลิน ไม่ใช่เรื่องเสียหาย ถ้าไม่ได้ติดการพนัน

ข้อมูลภาคสนามชี้ว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับคำว่า “การพนัน” มีความคลาดเคลื่อน ดังเช่นนายดีเข้าใจว่า “การเดิมพันไก่ชนไม่ใช่การพนัน” และสถานที่เล่นพนันไม่กวดขันตรวจสอบหรือห้ามเยาวชนเข้าไปในสถานที่ดังกล่าว แต่ในอีกมิติหนึ่ง การสนับสนุนให้เยาวชนสนใจการเลี้ยงไก่ชนอาจถือเป็นการสืบสานวิถีวัฒนธรรมชุมชน การเลี้ยงไก่ชนอาจจะทำให้เยาวชนเป็นคนมีวินัย อีกทั้งการชนไก่ยังเป็นภาพสะท้อนของการต่อสู้แข่งขันของลูกผู้ชาย

ความลักลั่นต่อความรู้ความเข้าใจต่อการพนันของสังคมเป็นสิ่งที่ต้องขบคิดต่อว่า การพนันแบบใดที่ไม่ได้เป็นผลเสียอย่างร้ายแรง การพนันประเภทใดที่เป็นการพนันต้องห้าม และ โดยเฉพาะการพนันที่ห้ามไม่ให้เยาวชนเข้ายุ่งเกี่ยวโดยเด็ดขาด และบัญญัติกฎหมายตามคำตอบนั้น พร้อมกับบัญญัติความผิดของผู้ที่อนุญาตให้เด็กเข้าสถานที่พนันโดยถือเป็นความผิดรุนแรง การสร้างความรู้ความเข้าใจเรื่องการพนันของเยาวชนก็จะมีความชัดเจน และการบังคับใช้กฎหมายก็จะเกิดขึ้นได้จริง