รายงานสถานการณ์การพนันในสังคมไทย ปี 2560

โดย CGS

รายงานสถานการณ์การพนันในสังคมไทย ปี 2560

ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน ร่วมกับ ศูนย์วิจัยเพื่อการพัฒนาสังคมและธุรกิจ ดำเนินโครงการสำรวจสถานการณ์ พฤติกรรม และผลกระทบการพนันในประเทศไทย ประจำปี 2560 เก็บข้อมูลประชาชนทั่วไปที่มีอายุ 15 ปีขึ้นไป ใน 25 จังหวัดทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 15 กันยายน ถึง 12 ตุลาคม 2560 รวม 7,008 ตัวอย่าง พบว่าประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องการพนันดังนี้

 

^คลิกที่ภาพเพื่อรับชม

 

ประสบการณ์การเล่นพนัน : คนไทยร้อยละ 75.2 หรือเกือบ 40 ล้านคน เคยเล่นพนัน เกินครึ่งเริ่มเล่นพนันครั้งแรกเมื่ออายุไม่เกิน 20 ปี อายุต่ำสุดของการเริ่มเล่นพนันครั้งแรกอยู่ที่ 7 ปี 

ประเภทของการพนัน เริ่มต้นจากการเล่นพนัน 4 ประเภท ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน ไพ่และพนันบอล นอกจากนั้นยังพบว่าผู้เล่นพนันประมาณร้อยละ 20 มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพในขณะเล่นพนันด้วย คือร้อยละ 12.0 สูบบุหรี่ ร้อยละ 8.2 ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และร้อยละ 7.0 รับประทานของหวานหรือขนมขบเคี้ยว

ทัศนคติเชิงลบต่อคนเล่นการพนัน คือขาดความหน้าเชื่อถือ มีปัญหาทางการเงิน การเล่นพนัน ทำให้ติดพนัน และทำลายสุขภาพ ทัศนคติเชิงบวกต่อการพนันที่เพิ่มขึ้น ช่วยให้รวยทางลัดได้ การพนันไม่ส่งผลกระทบต่อครอบครัว การพนันเป็นอาชีพที่เลี้ยงครอบครัวได้ และมีความเห็นว่าการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล การซื้อหวยใต้ดิน ไม่ถือว่าเป็นการพนัน มีอัตราเพิ่มขึ้น ถามสอบถามว่าเห็นด้วยกับการพนันถูกกฎหมายหรือไม่ ส่วนใหญ่ยังไม่เห็นด้วย แต่คนที่เห็นด้วยเพิ่มขึ้นจากปี 2558 ที่เคยทำการสำรวจไว้

สถานการณ์การเล่นพนัน ปี 2560 คนไทยเล่นการพนันร้อยละ 54.6 หรือประมาณเกือบ 29 ล้านคน เมื่อเปรียบเทียบกับผลสำรวจในปี 2558 พบว่าเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ที่เล่นพนันครั้งแรกในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา หรือเรียกว่า “นักพนันหน้าใหม่” 6 แสนกว่าคน แม้พบว่านักพนันส่วนใหญ่มีอายุอยู่ในช่วงวัยทำงาน แต่ก็น่ากังวลใจที่มีเยาวชนอายุ 15-25 ปีเล่นการพนันถึงร้อยละ 36.9 ของเยาวชนในช่วงอายุดังกล่าว หรือประมาณ 3.6 ล้านคน เพิ่มขึ้น 5 แสนกว่าคนหรือร้อยละ 17 เมื่อเทียบกับปี 2558 และมีกลุ่มผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปเล่นพนันอีกประมาณ 4.1 ล้านคน เพิ่มขึ้น 7 แสนกว่าคนหรือเกือบร้อยละ 21 เมื่อเทียบกับปี 2558 ผู้หญิงเล่นพนันมากกว่าผู้ชาย 

การพนันยอดนิยม 5 อันดับแรก ได้แก่ สลากกินแบ่งรัฐบาล หวยใต้ดิน ไพ่ พนันทายผลฟุตบอล และพนันพื้นบ้าน ที่น่าสังเกตว่าการเพิ่มปริมาณสลากกินแบ่งรัฐบาลแบบก้าวกระโดดทำให้วงเงินพนันสลากฯ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว คือจาก 77,143 ล้านบาทในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 140,549 ล้านบาทในปี 2560 และมีผู้เล่นพนันสลากฯ เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 14.2 คือจาก 19.0 ล้านคนในปี 2558 เพิ่มขึ้นเป็น 21.4 ล้านคนในปี 2560 สำหรับหวยใต้ดินวงเงินพนันเติบโตขึ้นร้อยละ 3.2 มาอยู่ที่ 135,142 ล้านบาท และจำนวนผู้เล่นเพิ่มขึ้นร้อยละ 5.0 มาอยู่ที่ 17.3 ล้านคน ทั้งนี้มีผู้เล่นพนันทั้งสลากกินแบ่งรัฐบาลและหวยใต้ดินมากถึง 12.6 ล้านคน นักพนันหน้าใหม่ 4 แสนคนเริ่มที่จะเลือกเล่นพนันโดยการซื้อสลากกินแบ่งรัฐบาล 

สลากกินแบ่งรัฐบาล ในปี 60 คนไทยเล่นการพนัน 21.434 ล้านคน วงเงินหมุนเวียนในตลาดการพนันสลากกินแบ่ง 140,549 ล้านบาท วงเงินเพิ่มขึ้น  63,406 ล้านบาท เยาวชนเล่น ประมาณ 2 ล้านคน อายุต่ำกว่า 18 ปี 1.369 ล้านคน สิ่งที่พบคือการซื้อจากผู้ค้าเร่เพิ่มขึ้น มีนัยเรื่องการเข้าถึง และพฤติกรรมการซื้อจะซื้อมากกว่า 1 ใบ ซื้อ 2-5 ใบมีอัตราส่วนที่เพิ่มขึ้น และมีค่าใช้จ่ายในการซื้อสลากมากขึ้น 

หวยใต้ดิน 17.324 ล้านคน เล่นเพิ่มขึ้น 8.31 แสนคน วงเงินหมุนเวียน 135,142 ล้านบาท เยาวชน 1.6 ล้านคน ผู้สูงอายุ 2.5 ล้านคน เป็นนักพนันหน้าใหม่ 2 แสนกว่าคน วงเงินที่เล่นใต้ดินเฉลี่ย 394บาท/งวด

พนันทายผลฟุตบอล  เพิ่มขึ้น 4.6 % หรือคิดเป็นจำนวน 2.476 ล้านคน หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 4.84 ล้านคน วงเงินหมุนเวียน 140,016 ล้านบาท เยาวชนประมาณ 6 แสนคน ถ้า 15-18 ปี ประมาณ 1 แสนกว่าคน ชายมากกว่าหญิง มีสมาชิกในครอบครัวเล่นพนันฟุตบอลร้อยละ 31.4 ช่องทางเล่นกับคนใกล้ชิด ผ่านคนเดินบอล และผ่านออนไลน์ จำนวนเงินที่เล่นประมาณคนละ 200 – 1,000 บาท แหล่งที่หาข้อมูลผ่านเวปไซด์ หนังสือพิมพ์ ทีวี 

ด้านผลกระทบ พบว่า ร้อยละ 20.4 ของผู้ที่เล่นพนันในปี 2560 หรือประมาณ 5.9 ล้านคน ระบุว่าได้รับผลกระทบเชิงลบจากการพนัน ได้แก่ รู้สึกเครียด ขาดเงินใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน มีปากเสียงทะเลาะกับคนในครอบครัว เสียเวลาทำงานหรือการเรียน เป็นหนี้ สุขภาพเสื่อมโทรม ฯลฯ โดยประมาณ 9 แสนกว่าคนมีหนี้สินที่เกิดจากการพนันรวมกันประมาณ 12,258 ล้านบาท หรือเฉลี่ยที่คนละ 13,188 บาท การจัดการหนี้สินยืมจากคนในครอบครัว เพื่อน คนใกล้ชิด และหนี้นอกระบบ และเมื่อผู้เล่นพนันประเมินว่าตนเองติดพนันไหม? พบว่า ร้อยละ 16.1 หรือประมาณ 4.66 ล้านคน ประเมินว่าตนเองติดการพนัน เพศชายมีสัดส่วนคนติดพนันมากกว่าเพศหญิง แม้คนติดพนันส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 30-49 ปี แต่น่ากังวลที่มีเยาวชนอายุ 15-25 ปี ประมาณ 4 แสนกว่าคน และผู้สูงวัยอายุ 60 ปีขึ้นไปอีกเกือบ 7 แสนคน มองว่าตนเองติดพนัน ในปี 2560 มีคนที่เลิกพนัน ประมาณ 10 ล้านคน พฤติกรรมคือ เล่น ๆ เลิก จึงไม่อยากที่จะเลิก ผลดีคือ เก็บเงินได้มากขึ้น ใช้เวลาให้เป็นประโยชน์มากขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น