เวทีเสวนา "มวยไทยใต้เงาธุรกิจการพนัน"

โดย CGS

เวทีเสวนา "มวยไทยใต้เงาธุรกิจการพนัน"

เวทีเสวนา "มวยไทยใต้เงาธุรกิจการพนัน"

ร่วมเสวนาโดย 

  • ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ  มหาวิทยาลัยรังสิต  
  • นาวาตรี สมรักษ์ คำสิงห์ วีรบุรุษโอลิมปิก/เจ้าของค่ายมวย 
  • ธนากร คมกฤส มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน 
  • รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ ศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน 

ดำเนินรายการโดย  รศ.ดร.รงค์ บุญสวยขวัญ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์

======================================

 

^คลิกที่ภาพเพื่อรับชม

ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์   ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาปัญหาการพนัน

นำเสนอ “มวยไทยจากค่าย ‘สู่ยิม-เข้าฟิตเนส’ ”  (งานศึกษาของ างสาวณัฐพัชญ์ ทีฆโชติคุณานนท์)

เบื้องหลังงานวิจัย การแข่งขัน มักจะแฝงด้วยการพนัน และภาพลักษณ์ของมวยไทยเปลี่ยนไป เดิมเป็นเรื่องความรุนแรง ความยากจน ซึ่งกีฬามวยจะอยู่กับคนบางกลุ่ม แต่เปลี่ยนไปเมื่อมีการนำมวยไทยเข้าสู่ฟิตเนส จึงนำมาสู่การวิจัย ภาพลักษณ์ใหม่ของมวยไทย

ในยุคที่ผู้คนดูแลรักษาสุขภาพด้วยการเลือกทานอาหารที่มีประโยชน์ ลดไขมัน และออกกำลังกาย คนรุ่นใหม่ยังเน้นด้วยว่าต้องการการออกกำลังกายที่จะทำให้หุ่นดี ฟิตและเฟิร์ม เช่นเล่นโยคะ แอโรบิก บอร์ดี้คอมแบท วิ่ง และต่อยมวย ปัจจุบันการต่อยมวยเพื่อสุขภาพและลดน้ำหนักได้รับความนิยมมาก ทุกค่าย ยิม ฟิตเนส ต่างโฆษณาในทำนอง “สนุก ปลอดภัย ลดน้ำหนักได้เร็ว”

ค่ายมวยที่เคยมีภาพลักษณ์เป็นผู้ชายถอดเสื้อซ้อมมวย ปี 2547 ครูเป็ด เจริญทอง เกียรติบ้านช่อง อดีตยอดนักมวยไทยที่เคยเป็นแชมป์เวทีลุมพินี ได้เริ่มต้นภาพลักษณ์ใหม่ในวงการมวยไทยด้วยการเปิด “เจริญทอง มวยไทยยิม” เพื่อให้ผู้สนใจออกกำลังกายมาเรียนต่อยมวย แต่จุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เป็นกระแสโด่งดังทุกวันนี้ คือการที่นักร้องนักแสดงสนใจเรียนมวย เช่น โตโน่-ภาคิน วุ้นเส้น-วิริฒิพา เจี๊ยบ-โสภิตานภา แป้ง-อรจิรา ฯลฯ แล้วมีการบอกปากต่อปาก เผยแพร่ผ่านสื่อโซเชียล เช่น การโพสต์หรือแชร์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก อินสตาแกรม ฯลฯ

บวกกับการเกิดขึ้นของรายการศึกมวย “ไทยไฟต์” ซึ่งมีรูปแบบเป็น “สปอร์ต เอนเตอร์เทน” เน้นความยิ่งใหญ่ของแสง สี เสียง และปรับกติกาการชกจากเดิม 5 ยก เหลือเพียง 3 ยก ปลุกกระแสมวยไทยให้ได้รับความสนใจ มีคนดูมวยไทยเพิ่มมากขึ้น ทั้งในและต่างประเทศ 

เหล่านี้ล้วนถือเป็นการยกระดับมวยไทยให้ดูดี เทียบชั้นเท่ากับกีฬาประเภทอื่น และการเติบโตของธุรกิจมวยไทย ทั้งยิมมวยไทย ฟิตเนส และอคาเดมี ที่คาดว่ามี 20-30 ราย มีสาขารวมกันราว 100 แห่ง ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด ทำให้ผู้สนใจเข้าถึงการเรียนต่อยมวยเพื่อออกกำลังกายและลดน้ำหนักได้ง่ายขึ้นและมากขึ้น

 

^คลิกที่ภาพเพื่อรับชม

ผศ.ดร.รัตพงษ์ สอนสุภาพ วิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต

นำเสนอ “อุตสาหกรรมมวยไทยกับการพนันมวยไทย”

มวย ที่ทั่วโลกรู้จักและนิยมคือมวยสากลอาชีพชิงแชมป์โลกในสถาบันหลัก ได้แก่ สภามวยโลก สมาคมมวยโลก สหพันธ์มวยโลก และองค์กรมวยโลก สำหรับ มวยไทย ในระบบกีฬาโลกจัดให้อยู่ในตระกูลศิลปะการต่อสู้แบบ คิกบ็อกซิ่ง คือการผสมผสานการต่อสู้แบบมวยไทย คาราเต้ มวยเขมร และมวยสากล ในปี 2560 ประเทศไทยมีค่ายมวยทั้งหมด 1,762 ค่าย และในต่างประเทศมีค่ายมวย 3,869 แห่ง ยุคทีวีดิจิตอลตลาดมวยตู้เติบโตขึ้นมาก มีการถ่ายทอดสดมวยตู้ถึง 13 ช่อง ถ้าคูณด้วย 4 คู่ต่อช่องจะมีมวยชกประมาณ 50 คู่ต่อสัปดาห์ หรือมากกว่า 2,500 คู่ต่อปี ด้านผู้ชมมวยแยกเป็น 2 กลุ่มชัดเจน กลุ่มหนึ่งดูมวยเพื่อเล่นพนัน อีกกลุ่มหนึ่งดูมวยเพื่อความบันเทิง เช่นศึกมวยไทยไฟต์ หรือการชกระหว่างมวยไทยกับมวยต่างชาติ

รัฐกับการจัดระเบียบกีฬามวย ภายหลังการออก พ.ร.บ. กีฬามวย พ.ศ. 2542 การเกิดขึ้นของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา มาถึงยุคการเติบโตของมวยไทยในต่างประเทศทำให้เกิดธุรกิจเกี่ยวกับมวยไทยต่อเนื่องตามมามากมาย การเกิดขึ้นของดิจิตอลทีวีในประเทศที่ทำให้ตลาดมวยไทยเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงลึกและเชิงกว้าง โดยเฉพาะมูลค่าการโฆษณาและจำนวนผู้ชมถูกแบ่งชัดเจนออกเป็น กลุ่มผู้ดูมวยไทย แล้วเล่นการพนัน กับกลุ่มผู้ดูมวยไทยเพื่อความบันเทิงผสมผสานกับความรักชาติ 

การพนันมวยไทยมีวงเงินพนันหมุนเวียนปีละประมาณ 4-5 หมื่นล้านบาท ส่วนหนึ่งเป็นการพนันมวยแบบถูกกฎหมาย คือเล่นพนันในสนามมวยมาตรฐานหรือสนามมวยชั่วคราวที่ทางราชการอนุญาตให้จัดชกและอนุญาตให้เล่นการพนันได้ มีวงเงินประมาณ 1.3 - 1.4 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกส่วนหนึ่งเป็นการพนันมวยผิดกฎหมาย เช่น การเล่นพนันมวยตู้ การเล่นพนันผ่านบ่อนพนันมวยตู้รายใหญ่ หรือการเล่นพนันผ่านเว็บไซต์พนันมวยออนไลน์ มีวงเงินประมาณ 2.8 - 3.6 ล้านบาทต่อปี กลุ่มคนที่มีบทบาทในการขยายฐานการพนันมวยจากการพนันในสนามมวยที่ถูกกฎหมาย ไปสู่การพนันมวยนอกสนามซึ่งเป็นการพนันผิดกฎหมาย คือ กลุ่มเซียนหู ที่มีการทำงานเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกันทั้งในส่วนกลางและภูมิภาคทั่วประเทศ ผ่านระบบเครือข่ายสังคมออนไลน์

คนในวงการมวยหลายท่านให้ข้อมูลตรงกันว่า ปัจจุบันการพนันเป็นตัวหล่อเลี้ยงอุตสาหกรรมมวย เนื่องจากผู้ชมประมาณร้อยละ 90 เข้าไปสนามมวยเพื่อเล่นพนันมวย การแข่งขันมวยแต่ละรายการจะมีวงเงินพนันหมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 10 ล้านบาท และการพนันได้กลายเป็นตัวกำหนดพฤติกรรมของสนามมวย โปรโมเตอร์มวย หัวหน้าค่ายมวย และนักมวย นอกจากนั้นเซียนมวยยังอาจเข้ามากำหนดผลการแข่งขันด้วยการจ้างล้มมวย วางยานักมวย หรือส่งสัญญาณให้กรรมการ 

ข้อสรุป อุตสาหกรรมมวยไทยได้ปรับตัวเข้าสู่ระบบอย่างน้อยสองส่วน

1) ปรับตัวเข้าสู่ระบบมาตรฐานโดยรัฐเข้ามากำกับดูแลอุตสาหกรรมผ่าน พ.ร.บ. กีฬามวยอาชีพ พ.ศ. 2542 และมีคณะกรรมการกีฬามวยอาชีพทำให้สนามมวย ค่ายมวย และตัวนักมวยต้องปรับตัวเพื่อเข้าระบบของทางการที่จะดูแลเรื่องความเป็นธรรม สวัสดิการ และบทลงโทษ

2) การปรับตัวเพื่อแข่งขันและความอยู่รอดทางธุรกิจ การปรับตัวในส่วนนี้จะเชื่อมโยงกันระหว่างการตลาดและการพนัน โดยมวยไทย 3 ยกในแบบ Sport Entertainment จะแข่งขันกันระหว่างผู้จัดเพื่อแย่งตลาดสำหรับคนดูแล เวลาในการถ่ายทอดทีวี และสปอนเซอร์ผู้สนับสนุนรายการ ในขณะที่มวยไทย 5 ยกในแบบมาตรฐานกำลังเผชิญกับความนิยมจากคนดูในสนามที่มีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง และอยู่ใน    วังวนปัญหาการพนันที่เรื้อรัง

การควบคุม และการบังคับใช้กฎหมายใช้ได้เพียงบางส่วน ซึ่งต้องวิเคราะห์ว่ากฎหมายที่มีอยู่พอหรือไม่ โดยเฉพาะการพนันที่มีผลกระทบต่อสังคม การให้ความรู้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่ และควบคุมการพนันไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสังคมอย่างเหมาะสม

 

^คลิกที่ภาพเพื่อรับชม

นาวาตรี สมรักษ์ คำสิงห์  นักกีฬามวยสากล เจ้าของเหรียญทองโอลิมปิก

นำเสนอ “การพนันในแวดวงมวยไทย”

มวยเป็นศิลปะประจำชาติไทย ฐานะครอบครัวยากจนการชกมวยจึงเป็นช่องทางหนึ่งของการหารเงิน ในการขึ้นชกแต่ละครั้งต้องมีเงินเดิมพันอย่างน้อย 1,000 บาท พ่อจะต้องไปขอยืมเงินคนจากในหมู่บ้านเพื่อจะได้ขึ้นชก การชกมวยส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นในงานบุญของหมู่บ้านา วันขึ้นชกมีคนในหมู่บ้านมีคนมาเชียร์มาก ชกกัน 3 ยก ถ้าไม่มีใครน๊อคถือว่าเสมอกัน ที่ชกได้เพราะเคยดูในมวยตู้ พ่อไปเล่นพนันมวยตู้ จึงได้เรียนรู้การต่อสู้จากมวยตู้ เหตุที่รักมวยไทย เพราะได้ค่าชก 30 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเงินจำนวนมากสำหรับครอบครัว เป็นเงินก้อนแรกที่สามารถช่วยเหลือครอบครัวได้ และได้ถ้วยนักชกยอดเยี่ยมในการชกครั้งแรก การที่จะเป็นนักมวยที่ดีต้องฝึกซ้อม และความมุ่งมั่น พ่อสอนว่า “อย่าทรยศต่อวิชาชีพ ก็คือการไม่ให้ล้มมวย”

การเดิมพันยิ่งมากยิ่งเป็นที่สนใจของคนดู เซียนเป็นคนชี้ว่าใครจะชนะ คนชี้ถูกผิด คือกรรมการ ดังนั้นหากการล้มมวยนั้นเกี่ยวข้องกับกรรมการควรลงโทษกรรมการผู้ตัดสินด้วย ถึงแม้ว่าการกีฬาแห่งประเทศไทยได้มีการกำหนดมาตรการขึ้นมา แต่พบว่ามีมาเฟียในวงการกีฬามวยที่มีผลกับการแข่งขัน ถึงแม้รู้ว่ามีการล้มมวยแต่ไม่สามารถนำผู้กระทำความผิดมาลงโทษได้ ถ้ามวยไทยไม่มีพนัน ไม่มีล้มมวย เป็นไปไม่ได้แน่นอน 

คนที่มีทักษะสามารถดูมวยออกจะมีการเล่นพนัน ส่วนใหญ่แล้วการพนันที่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะเล่นการพนันแบบใช้ credit ไม่ใช้เงินสด พอเป็นหนี้ก็เกิดปัญหา และนำไปสู่ปัญหาอื่น ๆ ตามมา หากการใช้เงินสดในการเล่นพนัน เพื่อเป็นการฝึกการบริหารจัดการเงินด้วย รู้จักคิด รู้จัก limit ของตนเอง เล่นอย่างมีสติ ไม่ทำให้ตนเองและครอบครัวเดือดร้อน

 

^คลิกที่ภาพเพื่อรับชม

นายธนากร คมกฤส เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน

ให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอเชิงมาตรการและกลไก

เป้าหมายคือการควบคุมการพนันจากตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ให้อยู่เป็นที่เป็นทาง ไม่เลอะเทอะเกินไป ไม่เล่นพนันจนเกิดปัญหา ไม่แทรกแซงการแข่งขัน

หลักสำคัญในการควบคุมการพนันคือ “ไม่เยอะ ไม่ยั่ว ไม่ยุ ไม่โกง ไม่กินเด็ก”  ไม่เยอะ คือต้องควบคุมปริมาณการพนัน  ไม่ยั่ว ถ้าการพนันเข้าถึงง่าย กระตุ้นให้ลุ้นถี่ๆ มีเดิมพันสูง จะเป็นอันตราย  ไม่ยุ คือห้ามทำการตลาด การโฆษณาประชาสัมพันธ์  ไม่โกง คือการประกอบกิจการพนันต้องเป็นธรรม ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ  และ ไม่กินเด็ก คือห้ามแสวงประโยชน์จากเด็กเยาวชน

ข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพนันที่สำคัญคือ 

ควรมีกลไกกีดกันการพนันออกจากกีฬา เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในวงการกีฬาอาชีพเป็นเรื่องสำคัญ ควรมีหน่วยงานแบบสปอตเรดาร์ที่ดูเรื่องฟุตบอล หรือ TIU ที่ดูเรื่องเทนนิส มวยก็ควรมีหน่วยงานแบบเดียวกันนี้ เพื่อคอยดูไม่ให้มีการทุจริตในวงการกีฬาที่มักจะเกี่ยวข้องกับการพนัน หัวใจสำคัญของหน่วยงานเหล่านี้คือ “ความเป็นอิสระของหน่วยงาน” คือต้องไม่ขึ้นกับฝ่ายบริหารการกีฬา เพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน

ควรมีคณะกรรมการควบคุมการพนันแห่งชาติ เพื่อเป็นกลไกระดับชาติในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการพนันทุกระดับ โดยคำนึงถึงผลกระทบทางสังคมเป็นสำคัญ เช่นระหว่างการถ่ายทอดสดรายการกีฬา ควรมีการฉายสปอตรณรงค์ “ลดละเลิกพนัน” หรือให้ข้อมูลศูนย์บริการให้คำปรึกษาปัญหาการพนัน ฯลฯ ที่สำคัญคือ ควรกำหนดมาตรการ Exclusion โดย “ตัวเอง ครอบครัว ผู้ประกอบการ” เหมือนกับต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ผู้มีปัญหาเข้าเล่นการพนัน 

กลไกลดปัญหาและผลกระทบจากการพนัน โดยเฉพาะการพนันที่เป็นปัญหา โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงศึกษา กระทรวงการคลัง กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และภาคส่วนอื่นๆ ทำหน้าที่ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนช่วยกันสื่อสารรณรงค์และสร้างการเรียนรู้ต่อเด็ก เยาวชน และครอบครัว ให้เข้าใจและเห็นโทษภัยของการเล่นพนันจนเกิดปัญหา รวมถึงการพัฒนากลไกการให้คำปรึกษาช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการติดพนัน