• ข่าวสาร
  • กิจกรรม
  • เอกสารแนะนำ

'สังศิต'ผ่าแนวคิดคุมราคาลอตเตอรี่แนะเพิ่มผลิตภัณฑ์-สร้างทางเลือกทดแทน

08 กรกฏาคม 2557

{#news_img_85782_1.jpg}

 

บทความโดย กชพรรณ สุขสุจิตร์

 

'ถ้าจะแก้อย่างยั่งยืน  ต้องทำให้ตลาดเปลี่ยน มีสินค้าทดแทนได้  ซึ่งเป็นการแก้ที่ระบบ ไม่ได้แก้ที่ตัวคน'

          รายได้จากการซื้อลอตเตอรี่ของคนไทย ต่องวด จะถูกกันเป็นเงินกินเปล่าให้กองสลากใช้ได้อย่างเสรีจำนวนหนึ่ง ถือเป็นแหล่งเงินที่นักการเมืองหลายยุคหลายสมัยหยิบฉวยออกไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัวหรือประโยชน์ของพรรคตัวเอง และเมื่อการเมืองอยู่เหนือการบริหารจัดการมาโดยตลอด ทำให้ไม่มีรัฐบาลใดสามารถแก้ปัญหาได้สำเร็จ เมื่อเรื่องนี้ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) หยิบยกขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยการประกาศขายลอตเตอรี่ให้คนไทยในราคาฉบับละ 80 บาท จึงทำให้มีการรื้อโครงสร้างกองสลากครั้งใหญ่

          รศ.ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ คณบดีวิทยาลัยนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยรังสิต ที่ศึกษาวิจัยเรื่องการพนันรูปแบบต่างๆ มาหลายสิบปี กล่าวว่า รายได้ของกองสลากที่ผ่านมาในเชิงโครงสร้างการบริหารรายได้มักรั่วไหลไปกับพรรคการเมือง นักการเมือง ฉะนั้นหาก คสช.จะเข้ามาปรับแก้ตรงจุดนี้ ก็อยากเสนอให้เป็นการคืนกำไรให้กับสังคมในรูปแบบกองทุนช่วยเหลือ

          "อำนาจตามกฎหมาย ผู้อำนวยการ กองสลากมีอำนาจอนุมัติเงินที่ต่ำกว่า  3 แสนบาทได้ทั้งวัน เพราะฉะนั้นก็มีส.ส.ของ ฝ่ายรัฐบาลมาขอเงินตลอด ดังนั้นนอกเหนือ จากการบริหารจัดการภายในแล้ว ก็เอามาช่วยเหลือสังคมดีกว่า ภาพลักษณ์ของสำนักงานสลากก็จะดีขึ้นด้วย" รศ.ดร.สังศิต ระบุ

          ในประเด็นนี้ เขาเสนอให้มีการจัดสรรการจัดตั้งกองทุนใน 4 รูปแบบ คือ

          1.กองทุนสำหรับคนพิการโดยเฉพาะ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการศึกษา ให้ความรู้ด้านวิชาชีพซึ่งถือเป็นความสำคัญอันดับแรกสุด เพื่อให้เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา สามารถทำงานในวิชาชีพต่างๆ ได้

          2.กองทุนเยาวชนผู้ยากไร้ เช่น เยาวชนที่มีปัญหาครอบครัวแตกแยก พ่อแม่เสียชีวิตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อฟื้นฟูสภาพจิตใจและช่วยเหลือทางการศึกษา

          3.กองทุนผู้สูงอายุยากไร้ เพื่อผู้สูงอายุที่ถูกทอดทิ้ง และ

          4.จัดตั้งทุนสนับสนุนนักพัฒนาสังคมหรือนักศึกษา เพื่อช่วยกันรณรงค์ไม่ให้เยาวชนสนใจเรื่องการพนัน ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงมหาวิทยาลัย แต่หันไปช่วยพัฒนาท้องถิ่นและสังคมแทน

          "อยากให้เอาเงินก้อนนี้ ไปเขียนหลักเกณฑ์ให้ชัดเจนว่าแยกเป็นกองทุน ทางสังคม รัฐบาล แต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดำเนินการ โดยเน้นสิ่งเห็นว่าเป็นประโยชน์กับสังคมจริงๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล แล้วให้ คณะกรรมการมาทำหน้าที่ตรงนี้"

          ในส่วนของการจัดการเรื่องราคาตามนโยบายของ คสช.นั้น รศ.ดร.สังศิต กล่าวว่า ในระยะยาว คือ การปรับโครงสร้าง โดยกองสลากต้องมีตัวเลือกให้กับประชาชน ตลาดของสลากกินแบ่งต้องไม่เป็นตลาดผูกขาด แต่ต้องมีผลิตภัณฑ์ที่มาแข่งขันกับลอตเตอรี่ หรือทดแทนกันได้ เช่น การออกสลาก 2 ตัว 3 ตัว ซึ่งสามารถออกในนามสำนักงานสลากฯได้ ประชาชนสามารถเลือกได้ว่าต้องการซื้อสลาก 2 ตัว 3 ตัวที่ลอตเตอรี่ไม่มี ก็สามารถมาซื้อตรงนี้ได้ ขณะเดียวกันกลุ่มคนที่ต้องการลุ้นรางวัลที่ 1 ก็สามารถไปเลือกซื้อลอตเตอรี่ ก็จะช่วยทำให้ราคาปรับไปตามกลไกตลาด เนื่องจากมีสินค้าชดเชยเป็นตัวถ่วงดุล

          "ถ้าหากประชาชนอยากซื้อ 2 ตัว 3 ตัว ไปซื้อลอตเตอรี่ไม่ได้ ก็จะมาซื้อที่ส่วนนี้แทน หรือว่ากลุ่มคนที่อยากได้รางวัลที่ 1 ก็ไปเลือกซื้อลอตเตอรี่ ถ้าอยากได้เงิน 2-3 พันบาท  ก็เลือกเอาว่าจะซื้อจากลอตเตอรี่ หรือเครื่องออกสลาก ถ้าคุณขายลอตเตอรี่แพง คนก็จะย้ายไปเล่นอีกตลาดแทน" เขาอธิบายหลักการ

          อย่างไรก็ดี นั่นคือมาตรการระยะยาว  แต่ในระยะสั้นนี้ คสช.ได้ขอความร่วมมือกับยี่ปั๊วที่ได้โควต้าสลากฯ ให้คุมราคาไว้ที่ 80 บาทก่อน เพราะการทำสัญญาโควต้า นั้นจะมีการต่อสัญญาแบบปีต่อปี เพราะฉะนั้นในช่วง 6 เดือนที่เหลือ ต้องให้ยี่ปั๊วต้องยอมแบกภาระขาดทุนไว้ เพื่อให้คนที่ขายปลีก

          สามารถขายได้ราคาฉบับละ 80 บาท

          "คสช.มีอำนาจก็ต้องใช้อำนาจบีบยี่ปั๊วไว้ ผมว่ามันเป็นความยุติธรรม เพราะว่ายี่ปั๊ว ส่วนใหญ่ผูกขาดกันมาคนละ 50-60 ปี คือกำไรเกินไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็มาช่วย คสช. ไม่กี่เดือน ก็จะได้ต่อสัญญาใหม่ แต่ถ้าให้ยั่งยืน ต้องทำให้ตลาดเปลี่ยน มีสินค้าทดแทนได้  ซึ่งเป็นการแก้ที่ระบบไม่ได้แก้ที่ตัวคน"

          ทั้งนี้ เมื่อหันกลับไปดูพฤติกรรมการ เสี่ยงโชคของคนไทย ทั้งการซื้อลอตเตอรี่และเล่นหวยใต้ดิน ตามข้อมูลของสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2556 นั้น หวยใต้ดิน และสลากกินแบ่งรัฐบาล เป็น 2 อันดับแรก ของประเภทการพนันที่นิยมมากที่สุด โดย หวยใต้ดินมีเงินหมุนเวียนประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อปีจากผู้เล่น 19,923,643 คนสนุกสนานเท่านั้น

          ขณะที่คนที่ได้รับรางวัลใหญ่ ก็จะ ไม่สามารถบริหารจัดการเงินได้ถูกต้องมากนัก และมักจะเกิดหนี้สินตามมา จึงเสนอว่ากองสลากควรมีการเข้าช่วยเหลือผู้ที่ถูกรางวัลใหญ่หลักหลายล้านบาท ในเรื่องของการบริหารจัดการเงินให้ถูกต้องและคุ้มค่ามากที่สุด เช่น จัดหลักสูตรอบรมการบริหารจัดการเงิน แจกคู่มือการบริหารจัดการเงิน แนะนำให้ฝากประจำหรือลงทุนอะไรที่ไม่เกินตัว เพราะคนส่วนใหญ่เมื่อถูกรางวัลก็มักจะนำไปซื้อสิ่งอำนวยความสะดวกก่อน อย่างเช่น รถยนต์ บ้าน

          พร้อมกันนี้ รศ.ดร.สังศิต ยังบอกด้วยว่า แม้การเสี่ยงโชคจะเป็นกิจกรรมคลายเครียดสำหรับบางคน แต่กับบางคนก็เป็นเหมือน ความหวังที่จะเปลี่ยนชีวิต ดังนั้นการเข้าถึงการเสี่ยงโชค ทั้งลอตเตอรี่ หรือหวย ทั้งคนรวยและคนจนมีสิทธิ์เท่าเที่ยมกันในการลุ้นโชค แต่ผลการขาดทุนต่างกัน ตัวอย่างเช่น คนมีเงินเดือน 100,000 บาท ลงทุนซื้อหวย 10,000 บาท กับคนมีเงินเดือน 15,000 บาท ลงทุน 10,000 บาทเท่ากัน หากโชคไม่ดี แม้คนสองคนไม่ได้เงินเหมือนกัน แต่เงินคงเหลือที่ใช้ทำกิจกรรมในชีวิตประจำวันที่จำเป็นและผลที่จะตามมานั้นแตกต่างกัน

          "เมื่อถามว่าคนที่เสี่ยงโชคคิดว่าจะกำไรหรือไม่ ส่วนมากก็จะขาดทุน เพราะโอกาสที่จะได้กำไรมันยาก แต่ทำไมถึงไปเล่น เพราะส่วนหนึ่งคนอยากรวยเร็ว แต่ส่วนใหญ่เพราะความตื่นเต้นในชีวิต"